ตลาดรถจักรยานยนต์เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเร่งเครื่องสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไฟฟ้า ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างการแข่งขันที่เปลี่ยนไปจากเดิม “ไทยฮอนด้า” ในฐานะที่เป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยมาอย่างยาวนาน ก็ไม่พลาดที่จะชิงความได้เปรียบในการเป็น First Mover ของตลาดใหม่ที่กำลังขยายตัว โดยเน้นการวางรากฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป และกำหนดทิศทางตลาดสองล้อไฟฟ้าไทยในระยะยาว เพื่อให้พร้อมรับมือกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การขยับตัวของฮอนด้าในตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไทย อยู่บนแนวทางแบบค่อยเป็นค่อยไปตามสไตล์ของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งขั้นตอนการพัฒนา Honda Motorcycle EV สะท้อนวิธีคิดแบบ “เรียนรู้จากสนามจริง” มากกว่าการเร่งเปิดตลาด แบบรถยนต์อีวีสัญชาติอื่น โดยฮอนด้าทำการทดสอบทั้งตัวผลิตภัณฑ์ ระบบแบตเตอรี่ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน EV ในบริบทการใช้งานจริงของเมืองใหญ่ในรูปแบบการทำตลาดแบบ B2B เน้นกลุ่มองค์กรธุรกิจ โดยเริ่มจากการนำ PCX Electric มาทดลองการใช้งานร่วมกับ DKSH (Thailand) สำหรับการทดลองขนส่งสินค้าและบริการต่างๆ ในปี 2561
ต่อมาในปี 2565 ได้ขยายโมเดลเพื่อการพาณิชย์สำหรับงานบริการด้าน Food Delivery และ Logistic ผ่านรุ่น Benly e: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองให้ดียิ่งขึ้น มีการส่งมอบให้พันธมิตรในเชิงธุรกิจ เช่น ส่งมอบให้กลุ่มบริษัทประกันภัย เพื่อทดสอบ EV Ecosystem ในบริบทการใช้งานจริงช่วยให้ฮอนด้าเก็บข้อมูลเชิงลึกด้านต้นทุนการใช้งาน ความทนทาน และพฤติกรรมผู้ใช้ในชีวิตประจำวันได้ครบวงจรมากขึ้น
ในปีที่ผ่านมา ฮอนด้าเปิดตัว New Honda CUV e: ในงาน Bangkok Motor Show 2025 ปัจจุบันคือ New Honda UC3 (นิว ฮอนด้า ยูซีสาม) สร้างความพร้อมด้าน EV Ecosystem ไปอีกขั้นด้วยระบบสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ e:SWAP และบริการเช่าสำหรับผู้ใช้จริง แสดงถึงการพัฒนาไปสู่ระบบ EV ที่พร้อมใช้งานจริงทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการขยับเกมการแข่งขันครั้งใหม่ในตลาดสองล้อไฟฟ้าของฮอนด้า

ล่าสุดในงาน ‘Thai Honda Press Conference & Dealer Meeting 2026: Move Up to Future Ahead’ ฮอนด้า ภายใต้ธีม ‘The Urban First Movers ก้าวแรก…ที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตแบบเดิม’ ฮอนด้าตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอีกครั้ง พร้อมสะท้อนบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตสำคัญของฮอนด้าในระดับโลก ด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ 4 โมเดลใหม่ โดยมีไฮไลต์สำคัญ คือ รุ่น New Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลก และวางจำหน่ายในไทยเป็นประเทศแรก พร้อมการเปิดตัวรถใหม่อีก 3 รุ่น ได้แก่ New Honda Scoopy, New Honda Lead และ All New Honda Wave 110
ไดกิ มิฮาระ ผู้บริหารระดับสูง รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ในฐานะผู้ดูแลธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฮอนด้ามุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั่วโลกจนก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์อันดับ 1 ของโลกอย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกกว่า 40% โดยคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณนี้จะมียอดจำหน่ายสูงถึง 21 ล้านคัน พร้อมวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับการเติบโตของตลาดโลกที่คาดว่าจะถึง 60 ล้านคัน ภายในปี 2030
“ฮอนด้าเดินหน้าขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ในประเทศไทยเราถือเป็นผู้นำยุคแรกเริ่มที่วางรากฐานนวัตกรรมไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2018 ผ่านรุ่น Benly e: และ CUV e: และในวันนี้เรานำเสนอ New Honda UC3 รถไฟฟ้า Plug-in คอมมิวเตอร์รุ่นแรกที่สะท้อนคำมั่นสัญญาใหม่ในธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้า และเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda WN7 ที่เปิดตัวในงาน Milano Show เมื่อปีที่ผ่านมา และฮอนด้ามุ่งสร้างความมั่นใจในการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน”

New Honda UC3 เปิดตัวด้วยราคา 132,600 บาท ด้วยรูปลักษณ์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่สะท้อนรูปแบบการเดินทางใหม่ของคนเมือง ผ่านการออกแบบเพื่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน มีระบบชาร์จแบบ Plug-in พร้อม Portable Charger เครื่องชาร์จแบบพกพากำลังไฟ 450 วัตต์ สามารถเสียบชาร์จกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้ทันที ชาร์จเต็มภายใน 9 ชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จจากระดับ 30% ถึง 80% ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 6 kWh ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ Lithium-ion LFP มาตรฐานสากล UNR136 วิ่งได้ไกลสูงสุด 122 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และทำความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อม 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Econ, Standard, Sport และระบบ Reverse Assist Function สำหรับช่วยถอยหลัง และมีรูปลักษณ์การดีไซน์สไตล์โมเดิร์น
โดยทางฮอนด้าได้เตรียมมาตรการสนับสนุนการทำตลาดไว้ 4 เรื่องหลัก คือ 1.การสื่อสารทางการตลาด ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ 2.การขยายเครือข่ายพื้นที่การขาย (Sales Area Network) ใน 3 ระยะ เริ่มจากกรุงเทพฯและปริมณฑลซึ่งเป็นตลาดหลักของลูกค้ากลุ่มแรกที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ (Early Adopters) ก่อนจะขยายไปยังหัวเมืองหลัก และปิดท้ายที่การขยายให้ครอบคลุมทุกศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ 3.การรับประกัน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร เทียบเท่ามาตรฐานเดียวกับรถน้ำมัน และ 4.สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค จะมีการจัดกิจกรรม Test Ride ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ
เพื่อย้ำความพร้อมด้านการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว ไทยฮอนด้าเดินหน้าพัฒนา Honda ev Charger สถานีชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in ของฮอนด้า โดยเปิดให้บริการที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นแห่งแรก ภายในปี 2569 Honda ev Charger เปิดให้บริการทั้งหมด 230 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโลตัส ทั่วประเทศ อีกทั้งสถานีชาร์จสำหรับรองรับการ Services 915 แห่ง ที่ศูนย์บริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ และภายใน 2572 Honda ev Charger จะเปิดบริการครอบคลุมทั่วประเทศ 800 สถานี (ภายในระยะเวลา 4 ปี) เพื่อสร้างความมั่นใจและการดูแลรักษารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
New Honda UC3 เปิดตัวที่ราคา 132,600 บาท เป็นราคาสุทธิหลังหักเงินสนับสนุนมาตรการ EV 3.5 จากภาครัฐแล้ว โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป พร้อมแคมเปญส่งเสริมการขายสำหรับลูกค้าที่ออกรถภายใน 3 เดือนแรก หรือก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ในกรณีดาวน์ 0 บาท ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 0.49% ผ่อนชำระ 36 งวด ตกเดือนละ 4,333 บาท หากดาวน์ 10% ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.39% ผ่อนเพียง 3,790 บาท และหากดาวน์ 20% ดอกเบี้ยจะเหลือ 0.33% ผ่อนชำระเพียง 3,297 บาท โดยการสนับสนุนจากกรุงศรีออโต้ และไฮเวย์ (ในเครือทิสโก้) รวมถึงเงื่อนไขพิเศษเป็นครั้งแรกของวงการรถจักรยานยนต์ที่มีการเช่าซื้อแบบบอลลูน ที่มีอัตราดอกเบี้ยเท่ากับกรณีดาวน์ 0% โดยได้รับการสนับสนุนจากทางไฮเวย์ ทำให้ค่างวดผ่อนชำระเหลือเพียง 2,816 บาทต่อเดือน
นอกจากเงื่อนไขพิเศษทางด้านไฟแนนซ์ ลูกค้ายังได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ อาทิ ชาร์จไฟฟรีที่สถานีสาธารณะเป็นเวลา 1 ปี หรือคิดเป็นมูลค่า 12,000 บาท บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ฟรี 3 ปี และ Honda Service Premium Package

ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชีย และเป็นศูนย์กลางหลักของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในระดับภูมิภาค โดยในปีที่ผ่านมา ตลาดรวมรถจักรยานยนต์ไทยอยู่ที่ 1.73 ล้านคัน ไทยฮอนด้าสามารถสร้างยอดจำหน่ายได้กว่า 1.40 ล้านคัน เติบโต 102% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ครองความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 37
“สำหรับปีนี้ การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น เราพร้อมปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยคาดว่าตลาดรวมรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 1.68 – 1.73 ล้านคัน และฮอนด้าตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 1.36 – 1.40 ล้านคัน พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนไทยในทุกมิติ โดยปีนี้มีแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ตลอดทั้งปี 11 รุ่น ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน และปีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของฮอนด้าในตลาดรถจักรยานยนต์ไทยกับการเปิดตัว New Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Plug-in รุ่นแรกที่จะจำหน่ายโดยตรงถึงผู้ใช้ ออกแบบมาเพื่อวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ ผสานเทคโนโลยีและมาตรฐานของฮอนด้า” ยูอิจิ ชิมิซุ กล่าว
นอกจากการเปิดตัวรถธงในกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ฮอนด้า ยังได้เปิดตัวอีก 3 รุ่นหลัก ได้แก่
New Honda Scoopy ได้กลับมาสร้างสีสันและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อีกครั้ง พร้อมพรีเซนเตอร์ใหม่วง ‘LYKN’ เปิดราคาแนะนำ 50,600 - 55,100 บาท New Honda Lead125 กับคอนเซ็ปต์ ‘New Dimension of Minimal มินิมอลอีกขั้น สู่ความเท่อีกระดับ’ ถ่ายทอดมิติใหม่ของไลฟ์สไตล์คนเมือง เปิดตัวในราคาแนะนำ 62,000 - 67,000 บาท และ All New Honda Wave110 ปรับโฉมใหม่เพิ่มความทันสมัยยิ่งขึ้น เปิดราคาแนะนำ 39,000 - 48,800 บาท
อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ครั้งนี้ ฮอนด้า ไม่ได้ประกาศเป้าหมายทางด้านยอดขาย แต่ฮอนด้าได้วางเป้าหมายสำคัญในอนาคต คือการเพิ่มยอดการใช้งานรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย โดยทุกๆ 2 คน จะมีผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ฮอนด้า 1 คน ทั้งระบบเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างแท้จริง
พร้อมย้ำว่า ประเทศไทย จะยังคงเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า โดยเฉพาะในยุคที่ EV กำลังเติบโต เพื่อสร้างงาน เสริมรากฐานอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
