เมื่อต้นปี “ไทยฮอนด้า” ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย ด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ Honda UC3 เป็นครั้งแรกของโลก ภายใต้แนวคิด ”Intelligent Urban Life Partner” วางราคาจำหน่าย 132,600 บาท พร้อม Portable Charger เครื่องชาร์จแบบพกพากำลังไฟ 450 วัตต์ รองรับการเสียบชาร์จกับระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ชาร์จเต็มภายใน 9 ชั่วโมง และใช้เวลา 4 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จจากระดับ 30% ถึง 80% รองรับสถานีชาร์จสาธารณะแบบ CHAdeMO คอมมิวเตอร์รุ่นแรกในธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda WN7 ที่เปิดตัวในงาน Milano Show เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อกำหนดทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไทยในอนาคต
การเปิดตัวครั้งนี้ มีคำถามที่น่าสนใจเกิดขึ้นว่า ทำไม? ไทยฮอนด้าจึงเลือกใช้หัวชาร์จ CHAdeMO แทนการใช้หัวชาร์จ AC Type 2 ซึ่งเป็นแบบที่มีการใช้งานแล้วในประเทศไทย หลายคนจึงเกิดข้อสงสัยว่า หัวชาร์จ CHAdeMO ดีที่สุดสำหรับตลาดประเทศไทยแล้วจริงหรือ
โดยฮอนด้าบอกเล่าถึงเบื้องหลังแนวคิดการลงทุนสถานีชาร์จ Honda EV Charger ในประเทศไทยด้วยงบลงทุนมหาศาล แม้การใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินจะยังไม่แพร่หลาย ด้วยเหตุผลดังนี้

1. สิ่งที่เป็นแรงจูงใจที่ทำให้ฮอนด้ากล้าลงทุนครั้งนี้ ไม่ได้มาจากคำถามว่า "ฮอนด้าจะขายรถไฟฟ้าได้อย่างไร" แต่มาจากคำถามที่สำคัญกว่า คือ "หากคนไทยจะใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในชีวิตจริง ควรได้รับความสะดวกและความปลอดภัยอย่างไร" ก่อนหน้านี้ฮอนด้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด รับรู้ถึงปัญหาจากผู้ใช้งานจริง ทั้งด้านความปลอดภัย มาตรฐาน ความทนทาน และการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนไทย
2. การชาร์จแบบ CHAdeMO ตาม Public Station นั้นรวดเร็วในการเติมพลังงานและลดเวลาเดินทางได้ดีกว่า สำหรับการเดินทางระยะไกล แม้การชาร์จแบบนี้บ่อยๆ จะเกิดความร้อนง่ายกว่า แต่การที่ฮอนด้าใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion LFP ได้รับมาตรฐานสากล UNR136 ที่มีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยสูง มีความเสถียรทางเคมีและความร้อนสูง จึงลดความเสี่ยงไฟไหม้ ทนความร้อนได้ดีราว 500 °C และมีอายุการใช้งานยาวนานรอบชาร์จที่สูงกว่าหลายพันรอบ วิ่งได้ไกลสูงสุด 122 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และคงความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
3. หัวชาร์จมาตรฐาน CHAdeMO ถูกพัฒนาเพื่อรองรับตลาดหลักในอินเดียและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ในอนาคตมีแนวโน้มจะกลายเป็นมาตรฐานสากล และเข้ากับ Performance ของรถจักรยานยนต์ได้ดีกว่า เพราะถูกออกแบบมาเพื่อส่งพลังงานสูง ทำให้ชาร์จได้เร็ว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้ใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ต้องการความสะดวกในการเดินทาง อีกทั้งมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยมากมายสำหรับรถและผู้ใช้ โปรโตคอลช่วยให้เครื่องชาร์จและรถซิงค์กัน ป้องกันการชาร์จไฟเกิน และการออกแบบขั้วต่อยังช่วยลดความเสี่ยงทางไฟฟ้าระหว่างการชาร์จอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ Honda จึงตัดสินใจพัฒนาสถานีชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายให้มีมาตรฐานรองรับการใช้งานในวงกว้าง Honda EV Charger จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการใช้งานให้กับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศในอนาคต
ฮอนด้าวางแผนติดตั้งสถานีชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เปิดจุดให้บริการจำนวน 130 แห่ง เพิ่มเป็น 230 แห่ง ในช่วงปลายปี 2569 รวมถึงศูนย์บริการ Honda Wing Center เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินเมื่อผู้ใช้เกิดเหตุฉุกเฉิน และภายในปี 2572 จะเปิดให้บริการทั่วประเทศทั้งหมด 800 สถานี โฟกัสพื้นที่หลักในห้างศูนย์การค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโลตัสทั่วประเทศ รวมถึงคอมมูนิตี้มอลล์ และสถานีเชื้อเพลิงต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ในการใช้งาน และการดูแลรักษารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
สำหรับสถานี Honda EV Charger เปิดบริการที่ศูนย์การค้าเซนทรัลเวิลด์เป็นแห่งแรก โดยปัจจัยหลักในการเลือกจุดติดตั้งสถานีไม่ใช่แค่เรื่องทำเลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเลือกพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายและใกล้กับการใช้ชีวิตประจำวันมากที่สุด เพราะฮอนด้าตั้งใจให้การใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบัน CCS2 จะได้รับความนิยมในตลาดรถไฟฟ้า หรือ AC Type 2 สามารถพบได้ในจุดชาร์จรถไฟฟ้าทั่วไป แต่ปัจจุบันยังคงเป็นหัวชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น ขณะที่ CHAdeMO ถูกยอมรับเป็นมาตรฐาน IEC และ IEEE ในระดับอุตสาหกรรมสากล ซึ่งเหมาะกับ Performance รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และมีความปลอดภัยในการชาร์จ ไทยฮอนด้าจึงย้ำความพร้อมด้านการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
สำหรับการเปิดตัว Honda UC3 ในครั้งนี้ ฮอนด้าชิงความได้เปรียบในการเป็น First Mover ของตลาดรถจักรยานยนต์ไทย โดยฮอนด้าเริ่มวางรากฐานนวัตกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2018 นับตั้งแต่รุ่น Benly e: และต่อเนื่องมาถึงรุ่น CUV e: ที่มีการเปิดตัวในงาน Bangkok Motor Show 2025 ครั้งที่ผ่านมา โดยการชาร์จไฟจะต้องทำการสลับแบตเตอรี่ที่ตู้สลับแบตเตอรี่ Honda e:SWAP เท่านั้น เพราะมีเฉพาะตู้ชาร์จที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ และบริการเช่าสำหรับผู้ใช้จริง
ไดกิ มิฮาระ ผู้บริหารระดับสูง รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฮอนด้ามุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของผู้คนทั่วโลก ส่งผลให้เราสามารถส่งมอบ ‘ความสุขและอิสระในการขับเคลื่อน’ จนก้าวขึ้นเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์อันดับ 1 ของโลกอย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกกว่า 40% โดยคาดการณ์ว่าในปีงบประมาณนี้จะมียอดจำหน่ายสูงถึง 21 ล้านคัน
“ฮอนด้าวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับการเติบโตของตลาดโลกที่คาดว่าจะถึง 60 ล้านคันภายในปี 2030 ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าอย่างแท้จริง เราพร้อมที่จะคว้าโอกาสจากการเติบโตของความต้องการในตลาดรถจักรยานยนต์อย่างมั่นคง”
การเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda UC3 ในครั้งนี้ ฮอนด้าเชื่อมั่นว่าจะช่วยยกระดับตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย สร้างประสบการณ์และสร้างคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับผู้ใช้ชาวไทย โดยเฉพาะกับการสร้างบรรทัดฐานใหม่ ด้วยการลงทุนสร้างสถานีชาร์จที่แตกต่างในแบบของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ที่สำคัญสำหรับฮอนด้าต่อไป
