หลังจากกลุ่มเซ็นทรัลปิดดีลกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ต่ออายุสัญญาเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าวออกไปอีก 30 ปี ด้วยมูลค่ากว่า 33,000 ล้านบาท ดีลนี้ไม่ใช่เพียงการต่อสัญญาทางธุรกิจ หากแต่สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนในศักยภาพของทำเล และเป็นการยืนยันว่า “เซ็นทรัล ลาดพร้าว” ยังคงมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างเมืองและระบบค้าปลีกไทย แม้เวลาจะผ่านมากว่า 42 ปี
ย้อนกลับไปก่อนที่จะมาเป็นศูนย์การค้าแห่งนี้ พื้นที่บริเวณลาดพร้าวเคยเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย และถูกใช้เป็นที่ทิ้งขยะเก่า จนกระทั่งสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ มองเห็นศักยภาพของทำเลและเข้าประมูลพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การค้า นำไปสู่การเปิดตัวเซ็นทรัล ลาดพร้าวในปี พ.ศ. 2527 ในฐานะ “ศูนย์การค้าครบวงจร (Full-scale Shopping Complex)” แห่งแรกของประเทศไทย
ในยุคนั้น เซ็นทรัล ลาดพร้าว ได้สร้างโมเดลใหม่ให้กับวงการค้าปลีกไทย ด้วยการนำห้างสรรพสินค้า (Department Store) และซูเปอร์มาร์เก็ตมารวมไว้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากศูนย์การค้าในสหรัฐอเมริกายุคเดียวกัน ที่มักไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตหรือศูนย์อาหารรวมอยู่ด้วย โครงสร้างของศูนย์การค้าถูกออกแบบให้คล้าย “ตลาดสดสมัยใหม่” โดยมีซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นแม่เหล็กอยู่ตรงกลาง และมีร้านค้าปลีกรายย่อยล้อมรอบ แนวคิดนี้กลายเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ และถูกนำไปต่อยอดในศูนย์การค้าอื่นๆ ทั่วประเทศ
การเกิดขึ้นของเซ็นทรัล ลาดพร้าว ไม่เพียงเปลี่ยนโฉมวงการค้าปลีก แต่ยังส่งผลต่อการขยายตัวของกรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เมืองสิ้นสุดเพียงแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและสนามเป้า ห้างแห่งนี้ได้ผลักให้เมืองขยายตัวขึ้นไปทางตอนเหนืออย่างก้าวกระโดด ด้วยทำเลที่เชื่อมต่อถนนหลัก 3 เส้น ได้แก่ วิภาวดีรังสิต พหลโยธิน และลาดพร้าว เป็นจุดต่อรถเมล์สำคัญกว่า 13 สาย และรายล้อมด้วยสถานศึกษา โรงแรม หน่วยงานราชการอย่างการบินไทย รวมถึงแหล่งที่อยู่อาศัยหนาแน่น ทำให้ศูนย์การค้าตั้งอยู่ “กลางชุมชน” อย่างแท้จริง
เซ็นทรัล ลาดพร้าว ยังถูกจดจำในฐานะจุดกำเนิดของแบรนด์ระดับตำนานหลายราย ไม่ว่าจะเป็น MK สุกี้, KFC, Swensen’s, Bar B Q Plaza, Dairy Queen, รวมถึง Bata Flagship Store โดยเฉพาะ MK ที่มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากที่นี่ MK เริ่มจากร้านอาหารไทยเล็กๆ 1 คูหา ที่สยามสแควร์ ซอย 3 เปิดโดยเจ้าของชาวฮ่องกง มาคอง คิงยี (Makong King Yee) นำอักษรย่อมาตั้งเป็นชื่อร้าน "MK" มีคุณป้าทองคำ เมฆโต (ชาวชัยนาท) เป็นแม่ครัว
ต่อมาพ.ศ. 2505 คุณมาคอง คิงยี ย้ายครอบครัวไปอยู่บอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงขายกิจการให้คุณป้าทองคำ ในมูลค่าไม่สูงมากนัก และไม่เรียกเก็บเป็นเงินก้อนใหญ่ เนื่องจากไว้วางใจในอัธยาศัยและความซื่อสัตย์
คุณป้าทองคำทำกิจการด้วยใจรักงานบริการ จนลูกค้าติดใจ กลับมาอุดหนุนซ้ำ และกลายเป็นลูกค้าประจำในที่สุด เป็นเพราะความใจดี และฝีมือทำอาหารของคุณป้าอาหารขึ้นชื่อในสมัยนั้นมีหลายอย่าง เช่น ข้าวมันไก่ เนื้อตุ๋น ผัดไทย ผัดขี้เมา เนื้อย่างเกาหลี (เตาถ่าน) ยำแซบ อีกทั้งมีเค้กแสนอร่อยขาย ตอนปีใหม่ด้วย
ต่อมาในปีพ.ศ. 2527 คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ บอสใหญ่เครือเซ็นทรัลกรุ๊ป และลูกค้า MK ได้ชวนคุณป้าทองคำ มาเปิดร้านอาหารไทยในเซ็นทรัล ลาดพร้าว ใช้ชื่อร้านว่า “กรีน เอ็มเค” ก่อนที่ปี พ.ศ. 2529 คุณสัมฤทธิ์ได้เสนอให้คุณป้าทองคำ เปิดร้านสุกี้เอ็มเค สาขาแรกในห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว โดยเสนอพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ และอำนวยความสะดวก เนื่องจากขณะนั้นในเซ็นทรัล ลาดพร้าว ยังไม่มีร้านอาหารประเภทสุกี้
จึงเป็นจุดเริ่มต้นของร้านสุกี้ MK จนทุกวันนี้คุณป้าทองคำ ได้บุตรสาวยุพิน และบุตรเขยฤทธิ์ ธีระโกเมน มาช่วยเป็นกำลังสำคัญในการบริหารงาน ออกแบบเตาไฟฟ้า จนธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว แตกเชนธุรกิจร้านอาหารออกไปมากมาย หลายสิบแบรนด์
ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้มาจากสูตรอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางระบบแบบ “Engineering Thinking” ตั้งแต่การใช้เตาไฟฟ้าแทนแก๊ส การออกแบบระบบปุ่มกดเรียกพนักงาน การจัดจุดเติมน้ำซุปกลางร้านเพื่อความรวดเร็ว ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างที่วางโทรศัพท์บนโต๊ะ เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละยุค
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเซ็นทรัล ลาดพร้าว ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ช่วง 8 ปีแรกของการดำเนินงานถือเป็นช่วงที่มีความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ เซ็นทรัลจึงเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกของไทยที่นำระบบ POS และบาร์โค้ดมาใช้ในการบริหารจัดการร้านค้า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ
เมื่อกาลเวลาผ่านไป บทบาทของเซ็นทรัลก็ปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมผู้บริโภค จากห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิม สู่การพัฒนา Private Brand ทั้งในระดับทั่วไปและระดับพรีเมียม ควบคู่กับการเปิด Central Marketplace เพื่อรองรับโลกออนไลน์ในรูปแบบแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุโรป และเริ่มเห็นผลชัดเจนในไทย
ปัจจุบัน เซ็นทรัล ลาดพร้าว ยังถูกรีโพสิชันนิ่งด้านภาพลักษณ์ให้ผูกโยงกับย่านมากขึ้น จาก “เซ็นทรัล พลาซ่า” สู่ “เซ็นทรัล ลาดพร้าว” เพื่อสะท้อนบทบาท Center of Life อย่างแท้จริง
จากพื้นที่ทิ้งขยะในวันนั้น สู่พื้นที่ที่หลายแบรนด์เริ่มต้น หลายครอบครัวผูกพันธ์ และหลายเจเนอเรชันเติบโตมาพร้อมกัน ดีลต่อสัญญาอีก 30 ปีในวันนี้ คือหลักฐานยืนยันว่าเซ็นทรัล ลาดพร้าว อาจไม่จำเป็นต้องหวือหวาเหมือนห้างใหม่ๆ แต่ยังคง “อยู่” ได้อย่างมั่นคง ในแบบที่เวลาไม่เคยทำให้มันล้าสมัย