การเดินทางสู่เมือง Shunde คือการเดินทางสู่ประตูหัวใจของ Chow Tai Fook Jewellery Group (CTFJ) แบรนด์อัญมณีที่กำเนิดขึ้นเมื่อปี 1929 ผ่านช่วงเวลามากว่า 96 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 1 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อมองย้อนกลับไปถึงพัฒนาการของวงการอัญมณีจีนในช่วง 20–30 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ชัดว่า Chow Tai Fook วางตัวเองเป็น “ผู้นำเทรนด์” และเป็นผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ วิสัยทัศน์ของ CTFJ ที่ว่า “To be the leading global jewellery brand that is a trusted lifetime partner for every generation” จึงเป็นความตั้งใจที่สะท้อนอยู่ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การออกแบบชิ้นงาน การผลิตที่ต้องผ่านหลายขั้นตอน ไปจนถึงการส่งต่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดในหน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเครื่องประดับหนึ่งชิ้นไม่ใช่เพียงวัตถุ แต่คือสิ่งที่ผูกพันกับความทรงจำ ความรู้สึก และช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของแต่ละคน
ตลอด 96 ปีที่ผ่านมา CTFJ ยังรักษาแก่นของความเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายเจเนอเรชัน ผ่านพอร์ตโฟลิโอที่ประกอบด้วยแบรนด์หลักอย่าง CHOW TAI FOOK และแบรนด์ระดับพรีเมียมอย่าง HEARTS ON FIRE, ENZO และ MONOLOGUE ซึ่งแต่ละแบรนด์มีคอนเซ็ปต์ชัดเจนครอบคลุมตั้งแต่ความหรูหราแบบคลาสสิก ไปจนถึงดีไซน์ร่วมสมัยสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่
แม้วันนี้ Chow Tai Fook จะขยายสาขาไปทั่วภูมิภาค และมีฐานลูกค้าครอบคลุมตั้งแต่จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ ไปจนถึงตลาดที่กำลังจะเปิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทุกอย่างเริ่มต้นจาก เมือง Shunde เมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี และช่างฝีมือที่สืบทอดเทคนิคโบราณของจีนมาหลายสิบปี

Shunde Production Hub ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของ Chow Tai Fook ตั้งแต่ปี 1988 ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่กว่า 140,000 ตารางเมตร เทียบเท่ากับสนามฟุตบอล FIFA ประมาณ 20 สนาม และมีพนักงานมากกว่า 4,000 คน ทำงานครอบคลุมทั้งการคัดเลือกเพชรดิบ การเจียระไน การหล่อโลหะ การขึ้นรูป การประกอบ ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความละเอียดของเครื่องจักรและความชำนาญของช่างผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ เราจะสัมผัสได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ “โรงงาน” ในความหมายทั่วไป หากแต่เป็นเมืองแห่งการผลิตเครื่องประดับครบวงจรที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับศิลปะแบบดั้งเดิม ทุกโซนล้วนสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเครื่องประดับสู่ระดับสากล
เริ่มจากโซนที่ชัดเจนที่สุดว่ากำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรม Automated Logistics Centre 2 (ALC2)ศูนย์โลจิสติกส์อัตโนมัติแห่งใหม่ที่เปิดในปี 2024 ระบบภายในเต็มไปด้วย AGVs สีเหลืองและสีน้ำเงินที่เคลื่อนตัวตาม QR Code บนพื้นอย่างแม่นยำ รถสีเหลืองทำหน้าที่หยิบสินค้า ส่วนรถสีน้ำเงินส่งต่อเข้าไลน์บรรจุภัณฑ์อัตโนมัติ แขนกลในส่วนจัดเก็บสินค้าอ่านแท็ก RFID ได้อย่างแม่นยำ และบรรจุภัณฑ์ที่ถูกเลือกใช้จะเป็นแบบใหญ่ กลาง หรือเล็กตามปริมาณสินค้าโดยอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระบบที่มีความแม่นยำสูงกว่า 99.9% และสามารถจัดส่งสินค้าให้กว่า 6,000 ร้านค้าภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ซึ่ง CTFJ เป็นบริษัทเครื่องประดับแห่งแรกของโลกที่นำระบบโลจิสติกส์อัตโนมัติมาใช้ โดยเริ่มใช้ Automated Logistics Centre แห่งแรกในปี 2016 และยังคงพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

ถัดจากโซนโลจิสติกส์ คือหัวใจสำคัญของงานออกแบบยุคใหม่ CADCAM 3D Design Lab พื้นที่ที่ดีไซน์เนอร์นำแบบวาด 2 มิติ มาสร้างเป็นแบบจำลอง 3 มิติด้วยซอฟต์แวร์ CADCAM ที่ทันสมัยที่สุด เครื่องพิมพ์ 3 มิติที่นี่รองรับทั้งงานต้นแบบและการผลิตล็อตเล็ก ใช้เทคโนโลยีสแกน 3 มิติ การสร้างโมเดล และเทคนิคการขึ้นรูปแบบ Layered Manufacturing โซนนี้สะท้อนให้เห็นว่า Chow Tai Fook เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยี 3D ในอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าเทรนด์อุตสาหกรรมถึง 10 ปี
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีก เราจะพบโซน CNC (Computer Numerical Control) พื้นที่ที่เครื่องจักรควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์สามารถขึ้นรูปทองคำและโลหะ เป็นเครื่องมือที่ยกระดับงานผลิตรายละเอียดอันซับซ้อนที่ยากต่อการทำด้วยมือ สามารถสร้างผิวโลหะที่เงางามเป็นพิเศษ ทำลวดลายคมชัด ผลิตชิ้นงานที่มนุษย์ทำซ้ำแบบเดิมไม่ได้ สิ่งนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำหนดมาตรฐานของการผลิตเครื่องประดับระดับสากล
แต่แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด งานฝีมือมนุษย์ก็ยังคงเป็นแกนกลางของแบรนด์ และนั่นคือเหตุผลที่ HUÁ Collection Workshop ยังคงมีความสำคัญไม่แพ้กัน ภายในโซนนี้คือพื้นที่ของช่างทองผู้เชี่ยวชาญที่สืบทอดเทคนิคโบราณของจีน เช่น Filigree การถักทองเส้นเล็กละเอียดเท่าเส้นผมให้กลายเป็นลวดลายวิจิตร และ Engraving การแกะสลักด้วยมือที่ทำให้ลายเส้นบนเครื่องประดับแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความวิจิตรเหล่านี้เป็นสิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้ และยังเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องประดับระดับไฮเอนด์ของแบรนด์
นอกจากนี้ ภายในศูนย์ยังมีโซนเจียระไนเพชรที่ก่อตั้งมากว่า 35 ปี พร้อมเครื่อง Water Jet Laser 4 เครื่องจากทั้งหมด 5 เครื่องที่มีในประเทศจีน และเครื่องขัดเพชรอัตโนมัติถึง 1,300 เครื่อง ทำให้ที่นี่สามารถผลิตเพชรทุกขนาดได้ด้วยความแม่นยำ ตั้งแต่เม็ดเล็กขนาด 0.02 กะรัตไปจนถึงเพชรใหญ่ 1.5 กะรัต กระบวนการทุกขั้นตอนถูกควบคุมด้วยมาตรฐานสูงสุดทั้งในด้านเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ของช่างฝีมือ

หลังจากออกจาก Shunde การเดินทางของเรายังไม่จบ เพราะวันถัดมาเราเดินทางต่อไปยัง Shenzhen MixC Mall หนึ่งในศูนย์การค้าหรูของเมืองเสิ่นเจิ้น เพื่อเยี่ยมชม Chow Tai Fook New Image Store ร้านต้นแบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ใหม่ของแบรนด์เกี่ยวกับอนาคตของการค้าปลีกเครื่องประดับในยุคที่ผู้บริโภคต้องการมากกว่าสินค้า แต่ต้องการประสบการณ์ที่มีความหมายร่วมอยู่ในนั้นด้วย
ภายในร้านถูกออกแบบให้โปร่ง เปิดกว้าง และเข้าถึงง่าย วัสดุและแสงสว่างถูกคัดเลือกมาเพื่อสร้างบรรยากาศแต่ยังคงความหรูหรา จุดแสดงสินค้าไม่ได้ถูกจัดวางเพื่อโชว์ความหรูหรา แต่เน้นให้ลูกค้าสัมผัส ทั้งความงามของชิ้นงาน เบื้องหลังแรงบันดาลใจ เทคนิคการผลิต และสัญลักษณ์จีนร่วมสมัยที่ถูกตีความใหม่ให้เหมาะกับผู้บริโภคยุคปัจจุบัน
Chow Tai Fook มอง New Image Store ไม่ใช่เพียงร้านค้าใหม่ แต่คือโมเดลประสบการณ์ค้าปลีก (Retail Experience Model) ที่จะเป็นฐานสำคัญในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณค่าเชิงอารมณ์ของแบรนด์มากขึ้น เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทย
สิ่งที่น่าสนใจคือประเทศไทยกำลังจะเป็นตลาดถัดไปที่ได้เห็นร้านต้นแบบนี้อย่างเป็นทางการ หลังจากความสำเร็จที่สิงคโปร์ Ms. Gabriela Ferreira, General Manager, International at Chow Thai Fook เผยว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายและมีศักยภาพสูงมาก ซึ่งประเทศไทยถูกมองเป็นศูนย์กลางอาเซียนทั้งในด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปิดรับทั้งความหรูหราและงานศิลป์แบบร่วมสมัย ร้าน New Image Store ที่กำลังจะเปิดในกรุงเทพฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงสาขาใหม่ในต่างประเทศ แต่จะถูกวางบทบาทเป็น gateway หรือประตูเชื่อมสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการเติบโตในระยะยาว

สุดท้าย การเดินทางจาก Shunde ทำให้เราเห็นชัดว่า CTFJ ไม่เพียงขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องประดับ แต่กำลังสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่หลอมรวมเทคโนโลยี งานฝีมือ ศิลปะ และประสบการณ์เข้าไว้ด้วยกัน ทุกโซนที่เราได้สัมผัสในโรงงาน ทุกมุมของร้านต้นแบบที่เราได้เยี่ยมชม ล้วนทำให้เห็นความตั้งใจของแบรนด์ที่จะเป็นมากกว่าผู้ผลิตเครื่องประดับ แต่เป็นพันธมิตรตลอดชีวิตของผู้คนทุกเจเนอเรชัน และเมื่อ New Image Store เปิดตัวที่กรุงเทพฯ ในเร็ว ๆ นี้ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ทั้งสำหรับแบรนด์ และสำหรับผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ก็เป็นได้