เมื่อความไม่แน่นอน คือความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ หลังตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจสวนทางกับกำลังซื้อในกระเป๋าผู้บริโภค การดันทุรังตั้งเป้าหมายตามจินตนาการอาจไม่ใช่คำตอบของเกมธุรกิจอสังหาในปีนี้
แสนสิริ อ่านเกมขาดด้วยการใช้กระจกสะท้อนความจริงประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบ ก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่ประกาศลดเป้ายอดขายเน้น Real demand ไว้ก่อน
โดยปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโด 23,000 ล้านบาท บ้าน 25,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่เคยทำอยู่ที่ 51,000 ล้านบาท แต่เป้ายอดโอนจะเพิ่มเป็น 39,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วอยู่ที่ 36,700 ล้านบาท โดยปีนี้จะเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท เน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium รวมกัน 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่าปี 2568 เป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายตั้งแต่ต้นปีเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว กลางปีสงครามชายแดนเริ่มประทุ จากนั้นไม่นานมีการปรับเปลี่ยนนายก การเมืองไม่นิ่ง ต่อด้วยน้ำท่วมภาคใต้ ดังนั้นการปรับเป้าพรีเซลล์ปีนี้ลงมาเป็นการปรับให้ตรงกับความจริงที่มีการคาดการณ์ว่า GDP ปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 2% ซึ่งการเติบโตของตลาดอสังหาจะฝืนตัวเลขนี้ไม่ได้
แต่นี่ไม่ใช่การตั้งรับเพียงอย่างเดียว เพราะภายใต้การปรับลดตัวเลข แสนสิริได้วางโรดแมปใหม่ที่รัดกุมยิ่งขึ้นออกมาเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะทะลุความผันผวน และเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นโอกาส
ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่าอสังหาไทยกำลังอยู่ในโหมดประคับประคองต่อเนื่อง สำหรับกลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจปีนี้ แสนสิริมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้ความเชี่ยวชาญและการวางแผนที่แม่นยำรองรับเศรษฐกิจผันผวน ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก
1. รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium) เปิดโครงการใหม่ในสัดส่วนที่สูงถึง 80% โดยจะเลือกเปิดในทำเลที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภค และบริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง (ในช่วงต้นปี 2568-2569 บริษัทยังคงรักษาปริมาณสินค้าคงเหลือที่พร้อมโอนสำหรับแนวสูงในระดับที่เหมาะสมคือ 3,200 – 3,400 ยูนิต ในขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม มีอัตราการระบายสต็อกได้ดี สะท้อนถึงความต้องการซื้อในกลุ่ม Real Demand ที่มีต่อแบรนด์แสนสิริ)
2. ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับ 1 เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด ด้วยจุดแข็งของแสนสิริในด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ บริการหลังการขาย ตลอดจนมุ่งเน้นทางด้านความยั่งยืน ผ่านการส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก สร้างมูลค่าเพิ่มที่เหนือกว่าในระยะยาวและทุกโครงการของแสนสิริยังมั่นใจถึงคุณภาพในการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานมืออาชีพ ตอบโจทย์ทุกการดูแล จากบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24
3. ปั้น New S-Curve เร่งขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว อาทิ ต้นแบบCrafted by Sansiri ธุรกิจรับสร้างบ้านที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100% (แตะระดับ 500 ล้านบาท) พร้อมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี
4. ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet Management) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคต
สุดท้ายนี้ อุทัยกล่าวว่า ตลาดจะเกิดการคัดกรองเหลือแต่ดีเวลอปเปอร์ที่น่าเชื่อถือ เพราะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ว่าจะสามารถส่งมอบสินค้าได้ และจุดสมดุลจะกลับมาเมื่อสถาบันการเงินผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อ
“ถ้าไม่มีเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในประเทศไทย ก็อาจส่งผลให้ตลาดอสังหาถดถอยลงเรื่อยๆ ยิ่งไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยด้วยแล้ว ดีเวลอปเปอร์จำเป็นต้องบริหารสต๊อกให้ดี อย่างแสนสิริแต่ก่อนเราสต๊อกสินค้า 4 เดือนตอนนี้ปรับลงมาเหลือ 2 เดือน ตามสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ต้องหาฐานรายได้ใหม่ Diversify ไปยังธุรกิจอื่น เพื่อรักษาระดับรายได้และกำไร”