รองเท้าแตะมาราธอน “VING” เกิดขึ้นมาจากมันสมองของ "วาที วิเชียรนิตย์" อดีตโปรแกรมเมอร์ผู้ผันตัวมาเป็นนักวิ่งมาราธอน และกลายเป็น CEO ผู้สร้างแบรนด์ VING รองเท้าแตะวิ่งแบรนด์แรกของไทยที่สั่นสะเทือนวงการด้วยการเปลี่ยน
"ความเชื่อ" เดิมๆ ของนักวิ่งไปอย่างสิ้นเชิง
จุดเริ่มต้นของ VING ไม่ได้สวยหรูในห้องแล็บ แต่เกิดกลางสนามมาราธอน เมื่อวาทีเผชิญปัญหารองเท้าวิ่งบีบเท้าจนบวมจนต้องตัดสินใจซื้อ "รองเท้าแตะข้างทาง" มาใส่แก้ขัดเพื่อวิ่งเข้าเส้นชัย เหตุการณ์นั้นกลายเป็น Moment of Truth ที่ทำให้เขาตั้งคำถามว่า "ถ้าเราทำให้รองเท้าแตะมีประสิทธิภาพเท่ารองเท้าวิ่งระดับไฮเอนด์ได้ล่ะ?"
ด้วยงบประมาณก้อนแรกเพียง 100,000 บาท วาทีเริ่มต้นจากการลองผิดลองถูก ปรับจูนวัสดุ EVA แบบเดิมๆ ให้มีความ "เด้ง" และ "รองรับแรงกระแทก" ได้ทัดเทียมรองเท้ากีฬา จนเกิดเป็นต้นแบบรุ่นแรกที่เขาใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง
จากต้นทุนในการผลิตรุ่นทดลองก็สูงมากแล้ว ทำให้การผลิตขนาดอื่นๆ ต้องใช้เม็ดเงินที่สูงกว่านั้นหลายเท่าวาทีเลือกใช้วิธีการระดมทุนจากนักวิ่งด้วยการจัด Virtual Run รูปแบบการวิ่งที่เก็บระยะทางไปเรื่อยๆ ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะครบระยะทางที่ลงไว้ เมื่อทำได้ตามเป้าหมายก็จะได้รางวัล
วาทีคิดว่าหากมีคนเข้ามาสมัคร Virtual Run ที่ ของ VING จัดขึ้นสัก 1,000 คน ก็จะมีเงินทุนในการสั่งทำเสื้อ เหรียญ และแจกรองเท้าแตะวิ่งได้ครบทั้ง 7 ขนาด ซึ่งเป็นการพ่วงขายแบรนด์ไปในตัว
เป็นอย่างที่วาทีคิดไว้ มีนักวิ่งจากทั่วประเทศไทยมาสมัคร Virtual Run ครั้งแรกของ VING ประมาณ 1,000 คนพอดี เมื่อบวกลบต้นทุนแล้วก็จะเหลือเงินอยู่ประมาณ 7-8 แสน กู้มาอีกเล็กน้อยให้ครบหลักล้านเพื่อจัดตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการ ด้วยความที่เป็นครั้งแรกจึงออกมาไม่ได้ดีมากอย่างที่หวัง แต่ก็สร้างฐานลูกค้ากลุ่มแรกได้ ทำให้มีคนเปิดใจลองใช้รองเท้าแตะวิ่งได้ของ ของ VING มากขึ้น เจ้าของธุรกิจหน้าใหม่อย่างวาทีก็ใจชื้นขึ้นมาทีละน้อย หากก้าวข้ามบันไดขั้นแรกของการเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคได้สำเร็จ

รองเท้า VING ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มนักวิ่ง
บ้างก็ใส่วิ่งแบบจริงจังในระยะที่ไกลกว่ามาราธอน คือ อัลตร้า จนหลายคนเรียกว่าเป็นรองเท้า “อัลตร้าแตะ”
บ้างก็ใส่วิ่ง ใส่ซ้อมในชีวิตประจำวันจริงๆ
บ้างก็ใส่เพื่อฟื้นฟูหลังวิ่ง หรือเป็น Recovery Shoe
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา VING นอกจากขยับเข้าไปในกลุ่มรองเท้าไลฟ์สไตล์ VING ยังพยายามที่จะขยับโพสิชั่นนิงของรองเท้าให้ขึ้นไปอยู่ในระดับ Race อีกหนทางหนึ่ง
VING เริ่มมีการเข้าไปสนับสนุนรายการวิ่งมาราธอนใหญ่ๆ ของเมืองไทยหลายรายการ เพื่อพิสูจน์ว่าการสวมรองเท้าแตะลงแข่งก็สามารถชนะหรือจบการวิ่งมาราธอนระยะทาง 42.195 กิโลเมตรได้
งาน Bangsaen 42 ถือเป็นอีกหนึ่งในรายการที่สร้างชื่อให้ VING มากที่สุด คือการมีทีมนักวิ่งใส่ VING ลงฟูลมาราธอนที่สนามระดับ Gold Label อย่างบางแสน 42 การเห็นนักวิ่งใส่รองเท้าแตะเข้าเส้นชัยในเวลาที่น่าทึ่ง (Sub 4 หรือ Sub 5) กลายเป็นภาพที่แชร์ต่อในโซเชียลเป็นจำนวนมาก
งาน Buriram Marathon VING ก็ขนทัพนักวิ่งไปร่วมรายการนี้อย่างล้นหลาม ไฮไลท์คือการเริ่มมีนักวิ่งระดับ Elite หรือนักวิ่งกลุ่มหน้าๆ ของรุ่นอายุ ใส่รองเท้าแตะ VING วิ่งมาราธอน
งาน Amazing Thailand Marathon Bangkok VING เข้าไปร่วมงานและสนับสนุนนักวิ่ง เพื่อโปรโมทรองเท้าวิ่งของตนเอง

ไม่นานนักก็เริ่มมีเพจวิ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับนักวิ่งในทีม VING สามารถทำเวลา Sub 3 (วิ่งมาราธอนต่ำกว่า 3 ชั่วโมง) โดยใช้รองเท้าแตะ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนเลิกมองว่ารองเท้าแตะเป็นแค่ของเล่น แต่เป็นอุปกรณ์กีฬาที่มี Performance
มาในปีนี้แค่เริ่มต้นมา 2 สนาม VING ก็สร้างตำนานใหม่ให้กับรองเท้าแตะมาราธอนอีกแล้ว
งาน Khon Kaen International Marathon 2026 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา VING มีการส่งนักวิ่งลงแข่งในนามทีม VING 2 คน คือ Barnabas Kiplimo กับ Julius Kiprono ที่ลงแข่งด้วยรองเท้าแตะรุ่น NIRUN (นิรัน) โดยในสนามนี้
Barnabas Kiplimo เข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 ด้วยเวลา 2:21:22 ชั่วโมง ส่วน Julius Kiprono ได้อันดับ 4 ด้วยเวลา 2:23:04 ชั่วโมง
ล่าสุดเมื่อวานนี้กับงาน Buriram Marathon 2026 Barnabas Kiplimo จากทีม VING ก็สวมรองเท้าแตะหูคีบ NIRUN สอยแชมป์สนามบุรีรัมย์ด้วยเวลา 2:21:16 ชั่วโมง หรือวิ่ง Pace 3.20 ด้วยรองเท้าแตะ!!!
ท้ายที่สุดแล้ว ชัยชนะในสนาม Buriram Marathon 2026 อาจไม่ได้สำคัญแค่การเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งของ Barnabas Kiplimo แต่คือการที่ VING พิสูจน์ให้เห็นว่า “แบรนด์เล็กจากไทย” สามารถเขย่าความเชื่อเดิมของอุตสาหกรรมระดับโลกได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากงบโฆษณามหาศาล
หากแต่ VING เลือกใช้ “สนามแข่งจริง” เป็นเวทีพิสูจน์สินค้า ใช้ “ร่างกายนักวิ่ง” เป็นสื่อ และใช้ “ผลการแข่งขัน” เป็นคำตอบที่ทรงพลังกว่าคำโฆษณาใด ๆ
บางที สิ่งที่ VING ทำสำเร็จ อาจไม่ใช่แค่การทำให้คน “กล้าใส่รองเท้าแตะลงแข่งมาราธอน” แต่คือการทำให้คนในโลกธุรกิจเริ่มตั้งคำถามว่า
“ความเชื่อเดิมที่เราไม่เคยกล้าท้าทาย อาจเป็นโอกาสทางแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ได้”

