หลายคนอาจจะรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกับกลุ่ม Gen Z นั้นดูทีวีน้อยลง แต่เอาเวลาไปฝากไว้กับโซเชียลมีเดียมากขึ้น ซึ่งก็มีบางส่วนที่เป็นแบบนั้น
แต่ผลวิจัยของซัมซุงพบว่า Gen Z ยังคงดูทีวี เพียงแต่ว่าพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์จะเป็นไปในรูปแบบของมัลติ แพลตฟอร์มแทน
ชวพจน์ เทียนทอง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจภาพและเสียง บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ระบุชัดเจนว่าพฤติกรรมที่โดดเด่นของ Gen Z คือการดูหลายจอพร้อมกัน (Multi Screen) นั่นคือดูทีวีควบคู่กับมือถือหรือแท็บเล็ตไปพร้อมๆ กัน จนทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์หลายรายต้องปรับสไตล์การเล่าเรื่อง
“ยกตัวอย่างเช่น คอนเทนต์ยุคนี้จะมีการพูดซ้ำประโยคสำคัญหรือใช้ Voice Recap มากขึ้น เพราะรู้ว่าผู้ชมอาจแค่ฟังทีวีขณะที่ตาโฟกัสอยู่กับหน้าจออื่น กับอีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่าสนใจคือ Gen Z ไม่ชอบนั่งดูทีวีอยู่กับที่นานๆ แต่"ลุกนั่งไปเรื่อยๆ ตามความสะดวก แม้จะดูหลายจอ แต่พวกเขาก็ยังกลับมาหาทีวีจอใหญ่ขนาด 75 นิ้วขึ้นไปเมื่อต้องการประสบการณ์แบบ Immersive เช่น ดูหนัง เล่นเกม หรือชมกีฬา ดังนั้นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ทัน”
ชวพจน์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่าทางซัมซุงเพิ่งจะมีการเปิดตัวทีวีรุ่น The Moving Style ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่เฉพาะตัวของกลุ่ม Gen Z โดยเฉพาะ
โดย The Moving Style ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ความไม่หยุดนิ่ง หรือ Mobility ของ Gen Z มีพฤติกรรมการรับชมที่ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน คือมักจะไม่อยู่นิ่งกับที่หรือนั่งดูทีวีแบบ Traditional นานๆ ดังนั้นทีวี The Moving Style จึงออกแบบให้มีแบตเตอรี่ในตัว และสามารถดึงหน้าจอออกจากขาตั้งเพื่อเคลื่อนย้ายไปใช้งานตามจุดต่างๆ ได้อย่างอิสระ และมีขนาดที่เหมาะสมในการเคลื่อนย้าย คือมีหน้าจอขนาด 27 นิ้ว และมีขาตั้ง

ชวพจน์ ย้ำว่า ลุ่ม Gen Z มีพฤติกรรมการเลือกซื้อทีวีโดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ในขณะเดียวกับก็ต้องตอบโจทย์ Passion และไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวของพวกเขาเป็นหลัก มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว
“Gen Z เป็นกลุ่มที่คิดเยอะและให้ความสำคัญกับเงินทุกบาท Gen Z จะหาข้อมูลและอ่านรีวิวอย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อพิจารณาว่าสินค้านั้นคุ้มค่ากับราคาที่จะจ่ายไปหรือไม่ ถ้าสินค้าไหนถูกใจหรือ ชอบก็พร้อมที่จะจ่ายแพง จริงๆ แล้ว Gen Z มีกำลังซื้อและ ยินดีที่จะจ่ายเงินให้กับสินค้า Premium หากสินค้านั้นตรงกับความสนใจหรือ Passion ของเขาจริงๆ”
ปัจจุบันซัมซุงแบ่งตลาดทีวีออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ
1.กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งแบ่งเป็นตลาดพรีเมียม, ตลาด Volume (Mass) และตลาดที่เน้นดีไซน์ เช่น The Frame, The Moving Style
2. กลุ่มใช้งานเพื่อธุรกิจ หรือ B2B
ล่าสุดซัมซุงได้มีการเปิดตัวเทคโนโลยี Micro RGB ลงสู่ตลาดทีวี
ชวพจน์ อธิบายว่า Micro RGB เป็นเทคโนโลยีทีวีแห่งอนาคต ที่มาพร้อม Micro-sized RGB LED ขนาดเล็กกว่า 100 ไมโครเมตร สามารถแยกสีบริสุทธิ์ได้ในทุกพิกเซล แม่นยำด้วยการใช้แสงไฟพื้นหลัง RGB ขนาดเล็กระดับไมโคร และเมื่อผสานเข้ากับเทคโนโลยีโลคัลดิมมิงสำหรับสีและความสว่างที่ช่วยควบคุม RGB ได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพบนหน้าจอมีมิติ สีสันเต็มอิ่ม และรายละเอียดลุ่มลึกสมจริงมากยิ่งขึ้น โดย Micro RGB จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของภาพให้แสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งด้านความแม่นยำของสี ความคมชัด และความสมจริงในการรับชม ครอบคลุมหน้าจอตั้งแต่ขนาด 55 นิ้ว จนถึง 115 นิ้ว และมีราคาเริ่มต้นที่ 49,990 บาท

การเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ครั้งนี้ทำให้ซัมซุงมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคตั้งแต่ระดับพรีเมียมไปจนถึงเริ่มต้น คือ
1. Micro RGB เทคโนโลยี Micro RGB ที่พัฒนารุ่นล่าสุด
2. OLED เทคโนโลยีให้ภาพที่คมชัด สีดำลึก และคอนทราสต์สูงสุด
3. Neo QLED เทคโนโลยี QLED เพื่อความสว่างและความแม่นยำของสีที่เหนือกว่า
4. Mini LED พัฒนาทั้งด้านความสว่าง ความบริสุทธิ์ของสี ที่ขยับขึ้นมาจากระดับ FHD โดยเป็นหน้าจอที่มีความละเอียดสูงขึ้น
5. CUHD / FHD / HD เทคโนโลยีระดับเริ่มต้น Resolution แบบพื้นฐาน ที่เน้นความคุ้มค่า สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการภาพคมชัดในราคาที่เข้าถึงได้
โดยซัมซุงแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ทีวีกลุ่มพรีเมียมที่มีราคาขายเกิน 15,000 บาท มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 70% และกลุ่ม Volume ที่มีราคาต่ำกว่า 15,000 บาท มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 30%
สำหรับในปีนี้ซัมซุงซัมซุงตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ประมาณ 5-7% แต่ถ้านับเฉพาะกลุ่มพรีเมียมที่เป็นตลาดหลัก ซัมซุงตั้งเป้าเติบโตไว้ในระดับ Double Digits