คุณสโรจอธิบายว่า “Digital Ecosystem คือ ระบบนิเวศครบวงจรของส่วนต่าง ๆ ในธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าและแบรนด์ การเข้ามาของดิจิทัลทำให้หลาย ๆ ส่วนของการสร้างประสบการณ์เหล่านี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เราเองมองว่าเพียง Rabbit’s Tale ที่เริ่มต้นจากการเป็น Digital Creative Agency ทำส่วนของการสื่อสารการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเป็นประสบการณ์เพียงแค่ด้านเดียว วันนี้ยังมีด้านอื่น ๆ เช่น การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อใหม่ (Digital PR) ดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology & Innovation) สื่อดิจิทัล (Publishers) หรือ ผู้สร้างคอนเทนท์ดิจิทัล (Content Creator) และยังมีอีกหลายบริการที่ทำอยู่และจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้
เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาหาเราพร้อมโจทย์ทางธุรกิจ เราจึงมองเห็นความสำคัญของการนำเสนอบริการต่าง ๆ ภายในเครือในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ของลูกค้าและผู้บริโภคได้ ในฐานะที่เป็นคนใกล้ชิดกับผู้บริโภค เราคิดและมองหาความเป็นไปได้ว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยให้แบรนด์ของลูกค้ามี Business Competitive Advantage (ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันด้านธุรกิจ) เราจะนำดิจิทัลแต่ละตัวที่มีไปช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของแบรนด์ให้เพิ่มขึ้นอย่างไร นี่คือ Digital Ecosystem ในแบบที่เราเป็น เป็นสิ่งที่เราจะนำเสนอลูกค้าในฐานะ RDG
ลูกค้าจึงสามารถเข้ามาพร้อมโจทย์ที่ต้องการให้แก้ปัญหา ด้วยการบรีฟเพียงครั้งเดียว จากนั้นจะเป็นการกระจายรายละเอียด แจกแจงสโคปงานให้กับบริษัทต่าง ๆ ภายในเครือ และแต่ละบริษัทจะทำงานด้วยเครื่องมือและบริการที่ต่างคนต่างเชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุดภายใต้โจทย์เดียวกัน ทำให้สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารไปยังผู้บริโภคมีความเป็น Single Message ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสารในโลกทุกวันนี้ที่เป็นยุค Information Overload มีข้อมูลหลั่งไหลเข้าสู่ผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันลูกค้าที่ใช้ Ecosystem ของเราก็คือ รถจักรยานยนต์ AP Honda ที่เราดูแลครอบคลุมในส่วนงานประสบการณ์ต่าง ๆ ด้าน Digital Asset ทั้งหมดให้กับแบรนด์”
นอกจากให้บริการคือคำปรึกษาจากมืออาชีพผู้เชี่ยวชาญในการรับมือความเปลี่ยนแปลง
วันนี้โลกมีสิ่งใหม่ ๆ เปลี่ยนแปลงและเกิดขึ้นตลอด หลายครั้งสิ่งใหม่สำหรับลูกค้า ก็เป็นสิ่งใหม่กับเอเจนซี่เช่นเดียวกัน ทำให้ทั้งเอเจนซี่และลูกค้าต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน
ในมุมนี้ คุณสโรจกล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์ความชำนาญในเครื่องไม้เครื่องมือในสายงานดิจิทัล และการมองเห็นความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เรามีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ หรือความท้าทาย ใช้ความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพที่มีในการคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างเท่าทัน จุดนี้จะเป็นส่วนช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะมีทีมที่คอยให้คำปรึกษา และเป็นผู้ช่วยที่พร้อมจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน มีลูกค้าหลายรายที่ไว้ใจเราให้คำปรึกษาด้านการปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลอีกหลายราย”
ในขณะที่คุณรุ่งโรจน์กล่าวปิดท้ายว่า “9 ปีที่เราอยู่วงการนี้ เราไม่ใช่เด็กและไม่ใช่น้องใหม่อีกต่อไป เราผ่านแพลทฟอร์มมาหลายแบบ ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ที่คำว่า Digital Marketing ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เราอยู่ตรงนั้นมาตลอด และวันนี้เราโตมาถึงจุดที่สั่งสมประสบการณ์มาพอสมควร โดยเฉพาะในยุคเปลี่ยนผ่านอย่าง Digital Transformation สิ่งที่ RDG ทำในวันนี้ คือพยายามวางรากฐานที่ดีจะช่วยให้ลูกค้าต่อยอดได้อีกไกลในอนาคต ที่ผ่านมาเราค่อย ๆ สร้างกรุ๊ปจนบริษัททั้งหมดในเครือมีพนักงานถึง 200 คน ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกัน วันนี้เราจึงไม่ได้อยู่ในช่วงวัยรุ่นอีกต่อไป แต่เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะทำงานให้ดียิ่งขึ้น ลูกค้ามาหาเราที่เดียวคือจบ แต่คำว่าครบจบไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่มันคือการ Synchronize และ Synergy ไปด้วยกัน เชื่อมทุกบริการเข้าหากันเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือกลับไปสู่แบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก”
จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เมื่อหลายปีก่อน จะเห็นได้ว่า Rabbit's Tale ในวันนี้ไม่ใช่กระต่ายลุยเดี่ยว รุ่นใหม่ไฟแรง แบบในยุคแรก ๆ อีกต่อไป แต่เป็นกระต่ายที่เริ่ม “โตเต็มตัว” ที่พร้อมจะดีดฝีเท้ากระโดดไปให้ไกลกว่าเก่า ภายใต้การบริหารของ RDG ที่มีการขยายทั้งขนาด ศักยภาพและกำลังพลแบบครบมือซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะพาให้พวกเขาไปได้ไกลกว่าการเป็นเอเจนซี่โฆษณาตามที่ตั้งใจไว้นั่นเอง