ในยุคที่การตลาดเผชิญกับภาวะข้อมูลล้นหลามและมีการใช้ AI สร้างคอนเทนต์จำนวนมาก ส่งผลให้นักการตลาดต้องทำงานกับข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จนเกิดความเหนื่อยล้าและเผชิญกับปัญหา Media Fragmentation ที่มากเกินไป มีการกระจายตัวของสื่อ ปัญหาหลักที่พบคือการวัดผลด้วยยอดวิวหรือยอดไลก์เพียงอย่างเดียวอาจเป็นเพียง Vanity Metric หรือตัวเลขที่ดูดีแต่ไม่สามารถตอบโจทย์ความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง
ปัจจุบันเฉพาะแพลตฟอร์ม TikTok ที่เดียว มีวิดีโออัปโหลดมากกว่า 23 ล้านชิ้น/ต่อวัน จากผู้ใช้งานกว่า 1.9 พันล้านคนทั่วโลก ปริมาณคอนเทนต์มหาศาลนี้ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านข้อมูลอย่างยอดไลก์ คอมเมนต์ การแชร์ และรูปแบบการรับชมวิดีโอ ซึ่งเรียกรวมกันว่า Social Signals (สัญญาณพฤติกรรมบนโซเชียล) และกำลังกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่นักการตลาดใช้ทำความเข้าใจผู้บริโภคในยุค Creator Economy (เศรษฐกิจครีเอเตอร์) เมื่อคำถามของแบรนด์ไม่ได้อยู่เพียงว่าคอนเทนต์ใดได้ยอดวิวสูงที่สุด แต่คือการตีความว่าคอนเทนต์เหล่านั้นกำลังสะท้อนอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และทิศทางของแคมเปญการตลาด
บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) ผู้นำด้าน Influencer Marketing แพลตฟอร์มในประเทศไทย ที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ผ่านระบบอัตโนมัติ (Automation Platform) จึงได้เปิดตัว Content Score® เครื่องมือวิเคราะห์คอนเทนต์โซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และแปลผลข้อมูลจาก “Social Signal” โดยใช้วิธีนำลิงก์คอนเทนต์ต่างๆ มาประมวลผลผ่านระบบ AI ที่มีทั้งการถอดความวิดีโอ (Transcribe) และการจดจำรูปภาพ (Image Recognition) เพื่อวิเคราะห์ไปถึงระดับความรู้สึก (Sentiment) และการตอบรับของผู้บริโภคที่อยู่ภายใต้คอมเมนต์ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand Perception)
จากการเติบโตของ Creator Economy ทำให้คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างการรับรู้ของแบรนด์ แต่ยังกลายเป็นข้อมูลที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภคโดยตรง สำหรับนักการตลาด ความท้าทายจึงไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูลอีกต่อไป แต่คือการตีความ Signals เหล่านั้นให้เข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คอนเทนต์หนึ่งชิ้นสามารถสร้าง Engagement ในขณะที่อีกชิ้นไม่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ชมได้

สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ มีคอนเทนต์อยู่จำนวนมาก แต่สิ่งที่ขาดคือเครื่องมือที่ช่วยแปลคอนเทนต์เหล่านั้นให้กลายเป็นความหมายทางธุรกิจ ที่เป็น Social Signals อย่างเช่น Watch Time หรือ Comments ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นเสียงสะท้อนของผู้บริโภคที่บอกได้ว่าผู้คนกำลังคิดและรู้สึกอย่างไรกับแบรนด์
“Content Score® จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้นักการตลาดสามารถอ่าน Signals เหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ โดยนำข้อมูลจากคอนเทนต์จริงในแคมเปญมาวิเคราะห์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ ภาพ เนื้อหา หรือความคิดเห็นของผู้ชม เพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของคอนเทนต์ในแต่ละแคมเปญ”
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดมองเห็นโอกาสในการปรับกลยุทธ์ได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การปรับ Key Message (สารหลักของแบรนด์) ให้สอดคล้องกับการตอบรับของผู้บริโภค การวาง Creator Strategy (กลยุทธ์การใช้ครีเอเตอร์) สำหรับแคมเปญถัดไป ไปจนถึงการวิเคราะห์และแนะนำกลุ่มเป้าหมายขยายผ่าน Audience Expansion Matrix (การวิเคราะห์เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมาย) สำหรับการวาง Ad Spend (งบโฆษณา) ในรอบถัดไป
จุดเด่นของเครื่องมือนี้ คือการนำ Marketing Framework สมัยใหม่มาใช้แทนรูปแบบเดิม โดยเปลี่ยนจากรูปแบบ AIDA ที่เน้นเพียงการปิดการขาย มาเป็น RACE Funnel ให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันในระยะยาว โดยเฉพาะในขั้นตอนการสร้างลอยัลตี้ และการทำให้ลูกค้าช่วยบอกต่อ จะช่วยให้แบรนด์สามารถรักษาฐานลูกค้าและสร้างความเชื่อมั่น ได้มากกว่าแค่การทำธุรกรรมซื้อขายเพียงครั้งเดียว

ทางด้าน เกวลิน ลาภกิจถาวร Account Manager, SMB – Ads Solution, TikTok กล่าวว่า Social Signal อย่างการ Like, Comment, Share หรือ Watch Time คือเสียงสะท้อนพฤติกรรมและความเชื่อใจ (Trust) ของผู้บริโภคที่จับต้องได้จริง ในยุคที่มีคอนเทนต์เกิดขึ้นมหาศาล แบรนด์ต้องเลิกสุ่มทำคอนเทนต์แบบไร้ทิศทาง แต่ต้องใช้ AI และเครื่องมือวิเคราะห์มาช่วยฟังเสียงโซเชียลเพื่อหาอินไซต์ที่แท้จริง เช่น การค้นพบว่าผู้บริโภคชอบทานผลิตภัณฑ์คู่กับอะไร เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การสื่อสารให้ชัดเจนและตรงใจลูกค้าทันที
สิ่งสำคัญคือ "ความเร็วและความแม่นยำ" ในการตัดสินใจ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูง แบรนด์ที่สามารถนำข้อมูลมาต่อยอดเป็นแคมเปญที่ตอบโจทย์ตลาดได้เร็วกว่าย่อมได้เปรียบ การปิดยอดขายถือเป็นเพียงฐานราก แต่เป้าหมายสูงสุดของการตลาดสมัยใหม่คือการสร้างความผูกพันและทำให้ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องหลังจากจบการขายไปแล้ว เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืนและวัดผลได้จริง
“ในแพลตฟอร์ม TikTok มีการเกิด Action มหาศาลในทุกวินาที ไม่ว่าจะเป็นการ Like, Comment, Share หรือ Watch Time ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติ แต่เป็นสัญญาณที่บอกถึง "ความเชื่อใจ" (Trust) และพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้บริโภค หากแบรนด์สามารถอ่าน Signal เหล่านี้ออก จะสามารถเปลี่ยนคอนเทนต์ให้กลายเป็น Data Asset ที่มีค่าในการตัดสินใจวางแผนการตลาดต่อได้ทันที”
บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ CEO, Peeti PR มองว่า การจะเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นกระบอกเสียงต้องเริ่มจากการค้นหา “Essence” หรือ “DNA” ของแบรนด์ให้เจอ โดยมี 4 องค์ประกอบหลัก คือ Purpose สิ่งที่โลกต้องการจากธุรกิจ Unique ความโดดเด่นเฉพาะตัว Passion ของเจ้าของแบรนด์ และ Value Proposition คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า เมื่อแก่นเหล่านี้ชัดเจนจะนำไปสู่การทำ Purpose-led Relation หรือการสร้างความสัมพันธ์ผ่านเป้าหมายที่แบรนด์เชื่อ
หากแบรนด์และลูกค้ามีความเชื่อในเป้าหมาย (Purpose) เดียวกัน จะเกิดการรวมกลุ่มเป็น Tribe (เผ่าพันธุ์) ที่พร้อมจะรักและเชียร์แบรนด์ด้วยหัวใจ ในทางกลับกัน หากแบรนด์หาแก่นกลางไม่เจอ การสื่อสารจะเป็นเพียงการทำคอนเทนต์ไปตามศรัทธาที่ไม่สร้างความแตกต่าง และสุดท้ายแบรนด์ก็จะเลือนหายไปเหมือนคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง
“ถ้าคุณทำแบรนด์แล้วเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งคุณจะเป็นเพื่อนสนิทเขาได้ แต่ถ้าหลับตาแล้วอธิบายไม่ได้ว่าลูกค้าเป็นใคร งานของคุณก็แค่พอใช้ได้ และถ้าคุณเข้าใจถึงหัวใจ Communication หรือ Content มันจะมีเส้นด้ายตรงกลางที่แตกต่าง นี่คือสูตรลับที่ใช้แมตช์ DNA แบรนด์เข้ากับลูกค้า ทำให้แบรนด์โดดเด่นและครองใจผู้คนได้ในระยะยาว” บุณย์ญานุช กล่าว

กุลเกตุ โตทับเที่ยง COO, บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปุ้มปุ้ย กล่าวเสริมว่า การนำ AI และข้อมูลมาใช้เพื่อ "ฟังเสียงผู้บริโภค" ให้เร็วและแม่นยำที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการพบอินไซต์จากคอมเมนต์ว่าคนชอบทาน "หอยลายปุ้มปุ้ยคู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป" แบรนด์จึงนำข้อมูลนี้มาปรับ Framework การสื่อสารใหม่ทันที ผลลัพธ์คือการช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องคิดเยอะ สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขยอดขายที่จับต้องได้จริง
“ท่ามกลางการแข่งขันที่สูง แบรนด์ที่ได้ข้อมูลมาวิเคราะห์และต่อยอดเป็นแคมเปญได้เร็วที่สุด คือแบรนด์ที่จะครองใจตลาดและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ” กุลเกตุ กล่าว
สุวิตา เน้นย้ำถึงจุดเปลี่ยนของการตลาดดิจิทัลปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่ "ยอดวิว" ContentSorce จึงถูกสร้างมาเพื่อเป็น "เพื่อนคู่คิด" ที่จะบอกว่า "ต้องเดินไปทางไหน" (What to do next) แทนที่จะเป็นแค่รายงานสรุปอดีต โดยใช้ความสามารถของ AI ในการคำนวณ Marketing Metric ต่างๆ ออกมาเป็นแนวทางที่แม่นยำ
“Content Score จะช่วยให้นักการตลาดทำงานง่ายขึ้นในการขยายฐานลูกค้า (Audience Expansion) และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบรนด์กับคู่แข่ง เพื่อให้แบรนด์สามารถรับมือกับความท้าทายในยุคที่มี Noise ในโซเชียลมีเดียสูง และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านความเชื่อใจ (Trust) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” สุวิตา กล่าว
อย่างไรก็ตาม นอกจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแบรนด์และนักการตลาด Content Score ยังเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับนักออกแบบโฆษณา ครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ นักข่าว คนทำข้อมูล และผู้ทำวิจัย ที่ต้องการวิเคราะห์ สรุป คอนเทนต์ในแคมเปญที่ผ่านมา พร้อมเปรียบเทียบกับแบรนด์คู่แข่ง เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง และโอกาสถัดไป ที่สามารถแนะนำแนวทาง กลยุทธ์ และเหตุผลในการปรับคอนเทนต์ ปรับเมสเซจ ในครั้งต่อไป
โดย Content Score มีแพกเก็จให้เลือกใช้ในราคาเริ่มต้น 5,900 บาท สามารถวิเคราะห์ได้ 15 คอนเทนต์ อายุการใช้งาน 1 เดือน และสูงสุดที่ 46,900 บาท วิเคราะห์ 500 คอนเทนต์ อายุการใช้งาน 3 เดือน รองรับการวิเคราะห์ทุกแพลตฟอร์ม คือ TikTok, Facebook, Instagram, Lemon8, YouTube และ X
