ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สะสมมานานและมีอยู่ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะ “ขยะล้นเกาะ” ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ แม้ว่าในช่วงนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงไปบ้าง แต่ปัญหาขยะก็ยังคงถูกพบอยู่ในหลายจุด สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการยังต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่อง
ในมุมของผู้ผลิตเองก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตัวเอง ว่าสินค้าที่ออกไปสู่ตลาดจะสามารถลดผลกระทบต่อพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน และจะปรับวิธีการอย่างไรให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ภายใต้แบรนด์ระดับโลกอย่าง Coca-Cola, Fanta, Sprite และอื่นๆ ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จึงเลือก “เดินเกมเดิมให้ชัดขึ้น” ด้วยการเร่งผลักดันบรรจุภัณฑ์โค้กขวดแก้วอีกครั้ง ในฐานะทางออกที่ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ธุรกิจ แต่ยังสอดรับกับความยั่งยืนในระยะยาว
ในอดีตขวดแก้วแบบคืนขวดเคยเป็นบรรจุภัณฑ์หลักของตลาดน้ำอัดลม ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่สะดวกกว่าและต้นทุนต่ำกว่าในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในวันนี้ ด้วยความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ประเภท PET และกระป๋องอลูมิเนียมปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างภาคใต้ที่มีข้อจำกัดด้านการจัดการขยะ

หาดทิพย์จึงผลักดัน “ขวดแก้ว” อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าโค้กขวดแก้วโต 6-7% เพื่อแก้เกมขยะล้นเกาะ รวมถึงรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน แม้ว่าโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ของบริษัทยังคงพึ่งพา PET เป็นหลักที่ 79% รองลงมาคือกระป๋อง 16% ขณะที่ขวดแก้วยังอยู่ในระดับประมาณ 3-4% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “บทบาท” ของขวดแก้วที่กำลังถูกยกระดับให้มีความสำคัญมากขึ้นในระบบ
ที่ผ่านมาหาดทิพย์ให้ความสำคัญกับการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ขวดแก้วแบบคืนขวด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดขยะพลาสติกแล้ว ยังเป็นทางเลือกในการบริหารจัดการต้นทุนบรรจุภัณฑ์ได้ดีกว่าในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินโครงการ “Bottle to Bottle” เพื่อรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจร ซึ่งถือเป็นเคสแรก ๆ ในเอเชีย แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่าพลาสติกใหม่ แต่บริษัทถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่ต้องจัดการขยะที่เกิดจากแบรนด์ของตนเอง

ปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่สะท้อนความท้าทายอย่างชัดเจน จากทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว ภัยธรรมชาติ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยข้อมูลของบริษัท นีลเส้น (ประเทศไทย) บ่งชี้ว่าตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกคฮอล์ (Non-Alcoholic Ready-to-Drink: NARTD) ในพื้นที่ภาคใต้ปี 2568 เติบโตเพียง 1% ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และสัดส่วนรายได้ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 8,258 ล้านบาท เติบโต 1.6% และมีกำไรสุทธิ 568 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า
พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปี 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทายจากแรงกดดันด้านกำลังซื้อ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการปรับตัวอย่างรวดเร็วและการดำเนินงานอย่างมีวินัย เพื่อรักษารายได้และความสามารถในการแข่งขันในตลาด จึงได้ปรับแผนกลยุทธ์ตามแนวทางนี้ รวมถึงเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนและพันธมิตรคู่ค้า และพลิกฟื้นธุรกิจให้เติบโต”
ปัจจุบันหาดทิพย์ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมในภาคใต้สูงถึง 78.2% และในบางจังหวัดสูงกว่า 90% ขณะที่รายได้หลักยังคงมาจากน้ำอัดลมถึง 80% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์หลักอย่าง Coca-Cola, Fanta และ Sprite ในพื้นที่ภาคใต้
และสำหรับปี 2569 หาดทิพย์ตั้งเป้ารายได้ 8,500 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 3-5% โดยมองว่า 6 เดือนแรกของปีจะเป็นช่วงสำคัญในการสร้างยอดขาย กลยุทธ์หลักยังคงเน้นการบริหารรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ยังคงผันผวนตามราคาพลังงาน“แม้ความท้าทายในปี 2569 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่บริษัทฯ มีประสบการณ์และสามารถปรับตัวได้ดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ประโยชน์จากการลงทุนให้คุ้มค่า รวมถึงการนำนวัตกรรมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเมื่อพิจารณาจากการที่แบรนด์ของเรามีความนิยมค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคใต้ หากไม่ประมาท และสถานการณ์ความตึงเครียดไม่ลุกลาม จะสามารถจัดการกับความผันผวน และกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย” พลตรี พัชร กล่าว
การผลักดันโค้กขวดแก้วครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือการ “ต่อยอดสิ่งที่ทำมานาน” ให้เข้มข้นและเป็นระบบมากขึ้น เพื่อช่วยลดปริมาณขยะจากบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบในวันที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจเครื่องดื่ม “ขวดแก้ว” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของบรรจุภัณฑ์ แต่คือการวางตำแหน่งของธุรกิจให้ยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว