ปรากฏการณ์ความร้อนแรงของคอนเทนต์เพื่อสัตว์เลี้ยงในระดับโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากคลิปไวรัลสั้นๆ ไปสู่อุตสาหกรรม Pet Media อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีพี่ใหญ่ของวงการอย่าง DOGTV จากอเมริกาเป็นผู้บุกเบิกตลาดด้วยช่องทีวี 24 ชั่วโมงที่ผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสัตว์ ตามมาด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากยักษ์ใหญ่ฝั่งเอเชียอย่าง Tencent เปิดตัว Pet TV เพื่อตอบโจทย์ตลาดจีนที่มีมูลค่ามหาศาล นี่ยังไม่นับรวมถึงการเกิดขึ้นของคอนเทนต์เฉพาะทางทั่วโลกอย่าง Four Paws TV ที่เน้นการเล่าเรื่องเพื่อสร้างความเพลิดเพลิน, Cartoon Dog Music ที่ใช้แอนิเมชันและสีสันที่สุนัขมองเห็นได้จริงมาช่วยดึงดูดสายตา ไปจนถึงเพลย์ลิสต์ที่ออกแบบมาเพื่อสอดรับกับธรรมชาติการพักผ่อนโดยเฉพาะอย่าง Puppy Dreamscape และ Sleepy Cats ที่ใช้คลื่นความถี่เสียงเพื่อช่วยลดความเครียดและสร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
ความเฟื่องฟูของ Pet Media สอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่ากว่า 66% ของเจ้าของสุนัขในปัจจุบันมักจะเปิดทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อนลูกรักขณะออกไปทำงาน และกว่า 85% ของสุนัขมีอาการสงบลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้รับชมคอนเทนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ไม่เพียงเท่านั้น ยักษ์ใหญ่ด้านฮาร์ดแวร์อย่าง Samsung ยังได้ใส่ฟีเจอร์ Pet Care ไว้ในระบบ SmartThings ที่สามารถตรวจจับเสียงเห่าผ่านไมโครโฟนของทีวี แล้วสั่งเปิดคอนเทนต์ที่ช่วยให้สุนัขผ่อนคลายได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทของทีวีจากเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กลายเป็นพี่เลี้ยงอัจฉริยะ
สาเหตุที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลกตัดสินใจกระโดดลงมาเล่นในตลาดนี้ มาจากมุมมองหรือทัศนคติคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไปสู่เทรนด์ Pet Humanization อย่างรุนแรง โดยกลไกการทำคอนเทนต์เหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ เช่น
- Color Tuning ที่เน้นสีน้ำเงินและเหลือง (ซึ่งเป็นสีที่สุนัขมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด)
- ปรับ Frame Rate ให้สูงกว่าทีวีปกติเพื่อไม่ให้สุนัขเห็นภาพกระพริบที่รบกวนประสาท
- ใช้ Sound Engineering ที่ตัดเสียงแหลมสูงออกแล้วแทนที่ด้วยจังหวะที่ช่วยลดอาการ Separation Anxiety หรือโรคกลัวการแยกจาก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน
สาเหตุที่ "หมา" กลายเป็นผู้เล่นหลักบนหน้าจอนั้นมาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่า หมาเป็นสัตว์ที่มีความต้องการทางสังคมสูงและตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางภาพและเสียงเพื่อลดความกังวลจากการถูกทิ้งให้อยู่ลำพังได้ดีกว่า การเปิดทีวีให้หมาดูจึงเหมือนการมีเพื่อนทิพย์ที่ช่วยประคับประคองสภาพจิตใจในช่วงที่เจ้าของไม่อยู่
ในขณะที่คอนเทนต์สำหรับแมวอย่าง Sleepy Cats หรือเพลย์ลิสต์นกและหนูตามช่องยูทูบต่างๆ กลับมีสัดส่วนที่น้อยกว่า เพราะแมวมีสัญชาตญาณนักล่า แมวจึงไม่ได้ดูทีวีเพื่อแก้เหงาเหมือนหมา แต่ดูเพื่อ "ล่า" ดังนั้นการเห็นนกบินไปมาบนจอแต่ไม่สามารถตะปบเหยื่อได้จริงมักจะนำไปสู่ภาวะ Target Frustration หรือความหงุดหงิดสะสม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อพฤติกรรมในระยะยาวได้มากกว่าการช่วยให้ผ่อนคลาย นอกจากนี้ ความเป็น Introvert โดยธรรมชาติของแมวที่รักสันโดษและเลือกที่จะเมินสิ่งเร้าที่ตนเองไม่ได้สนใจ ทำให้การดึงดูดแมวให้อยู่หน้าจอเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่าหลายเท่า
สำหรับในประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่รอยต่อของธุรกิจนี้อย่างเต็มตัว กระแส Pet Humanization และการเลี้ยงสัตว์ในคอนโดมิเนียมที่หนาแน่นขึ้นกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ Pet Parent จำนวนไม่น้อยกำลังเริ่มมองหาสิ่งที่จะมาช่วยลดอาการเครียดของลูกรักสี่ขา ซึ่งในจุดนี้คอนเทนต์สำหรับหมาดูจะตอบโจทย์ Pain Point ของคนเลี้ยงในคอนโดได้ตรงจุดกว่า โดยเฉพาะเรื่องการลดเสียงเห่ารบกวนเพื่อนบ้าน ส่วนในฝั่งของแมวนั้น ตลาดในไทยอาจจะขยับไปสู่รูปแบบ Smart Toy หรืออุปกรณ์ Interactive ที่สอดรับกับความอินดี้ของพวกเขามากกว่าการแค่นั่งจ้องหน้าจอเพียงอย่างเดียว
แต่ความต่างของจำนวนคอนเทนต์ระหว่างหมาและแมวก็ไม่สำคัญเท่ากับทัศนคติที่เปลี่ยนไปของ Pet Parent ที่มีดีกรีในการยอมรับคุณค่าของสิ่งมีชีวิตในฐานะสมาชิกในครอบครัวแบบจริงจัง โดยมองว่าความสุขของลูกสี่ขาไม่ได้จบแค่ที่อาหารเกรดพรีเมียม แต่คือการดูแลสภาพจิตใจไม่ให้เกิดความเครียดสะสม
การเกิดขึ้นของ Pet Media จึงเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกสายพันธุ์ ส่งผลให้ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง