เครือซีพีพยายามบุกตลาด E-Commerce มาพักใหญ่แล้ว ผ่านแอปพลิเคชั่น Amaze โดยใช้บริษัทในเครืออย่างแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ เป็นผู้รับหน้าที่ในการปลุกปั้น แต่ซีพีเลือกที่จะเจาะตลาดในเซ็กเมนต์ Loyalty E-Commerce ซึ่งบ้านเรายังไม่มีผู้เล่นเท่าไรนัก
Loyalty E-Commerce เป็นรูปแบบการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่าน ระบบสิทธิประโยชน์จากแต้มสะสม หรือ Token โดยสามารถนำมาแลกซื้อสินค้า หรือใช้เป็นส่วนลด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย
หัวใจสำคัญ หรือวิธีคิดของ Amaze ก็คือการทำให้แต้มสะสมของธุรกิจในเครือซีพีมีมูลค่าเหมือนเงินสด ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำแต้มจากหลายแหล่งที่รวมไว้ในที่เดียว ไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง เช่น การใช้แต้มซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค หรือใช้ในร้านอาหาร
พูดง่ายๆ ก็คือ ทำให้แต้มที่กระจายเป็นเบี้ยหัวแตกมีค่ามากขึ้น
ผ่านไป 1 ปี ข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจของแอป Amaze มีดังนี้
- มียอดดาวน์โหลด 9.1 ล้านดาวน์โหลด
- มีลูกค้ามากกว่า 1 ล้านคน ที่เข้ามาทำรายการแลกแต้มหรือโอนแต้มผ่านแอปพลิเคชัน
- มี Point Transactions 2.9 ล้านครั้ง
- มีร้านค้าที่อยู่บนระบบสะสมแต้มของ Amaze แล้วกว่า 3,500 ร้าน
- มีร้านอาหารเข้าร่วมประมาณ 150 ร้านค้า
- สามารถใช้แต้มแลกซื้อสินค้าได้ที่สาขาของ 7-Eleven, Lotus’s และ Makro รวมกว่า 18,500 สาขา ทั่วประเทศ
- มีพันธมิตรบัตรเครดิตที่รองรับการโอนแต้ม อาทิ UOB, SCBX, ธนาคารกรุงเทพ, KBank, กรุงศรี, ธนาคารออมสิน ฯลฯ

ถ้าดูตัวเลขโดยรวมก็อาจจะน่าพอใจสำหรับทีมงาน แต่ถ้าลองเอาไปเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์ม E-Commerce เมนสตรีม โดยเฉพาะกับแอป Marketplace ก็ยังถือว่าห่างไกล
ดังนั้นปีที่ 2 ของ Amaze จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ ว่าแอสเซนด์ คอมเมิร์ซจะปรับกลยุทธ์อย่างไร
ล่าสุดแอสเซนด์ คอมเมิร์ซ และ NTT DOCOMO GLOBAL ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ โดย NTT DOCOMO GLOBAL เข้ามาถือหุ้นในบริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด 20%
NTT DOCOMO ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการโทรคมนาคมของญี่ปุ่น ที่มีการพัฒนาระบบเพย์เมนต์ โซลูชั่นอย่าง D-Pay และระบบรอยัลตี้ โปรแกรมอย่าง D-Point ซึ่งมีจำนวนสมาชิกสะสมมากกว่า 100 ล้านคน
แน่นอนว่าประสบการณ์ในการสร้าง Ecosystem ของ NTT DOCOMO ที่ทำมากว่า 20 ปี จะเป็นโนว์ฮาวสำคัญที่แอสเซนด์ คอมเมิร์ซสามารถเอามาต่อยอดทางธุรกิจได้
ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะนำมาสู่การเชื่อมศักยภาพของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนา Analytics และ AI รวมถึงต่อยอดธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากญี่ปุ่นเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทย ขณะเดียวกันก็เป็นการสนับสนุนสินค้าและบริการของไทยให้ขยายเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นด้วย
“NTT DOCOMO มีเทคโนโลยีที่แอดวานซ์มาก ช่วงโควิด NTT DOCOMO ทำระบบเพื่อรายงานว่าคนอยู่ตรงจุดไหนหนาแน่น เพื่อเตือนประชาชน หลังโควิด NTT DOCOMO ต่อยอดระบบนี้ให้เกิดข้อมูลการตลาด กับร้านค้าปลีกทั้งประเทศ เพราะสามารถระบุตัวตน แต่ไม่ก้าวก่ายส่วนตัว ว่าใครเหมาะกับร้านค้าไหน มีสิทธิอะไรจาก D-Point โดยสามารถเชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์กับออฟไลน์ในสถานที่จริง จากระบบ Data และ AI”
ศุภชัย ย้ำว่าเป้าหมายของซีพี คือ อยากปั้น ร Loyalty E-Commerce ในเมืองไทยให้เกิดขึ้นให้ได้

ด้านธรินทร์ ธนียวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด และผู้อำนวยการบริหารกลุ่ม ด้านอีคอมเมิร์ซ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่าปีนี้ Amaze จะเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้งานในส่วนของร้านอาหารมากขึ้น
เริ่มจากการเพิ่มจำนวนร้านอาหารจากที่มีอยู่ประมาณ 150 ร้านค้าเป็นมากกว่า 1,000 ร้านค้า โดยจะให้ความสำคัญทั้งในส่วนของเชนร้านอาหารและร้านค้าขนาดเล็กหรือสตรีทฟู้ด
ธรินทร์ อธิบายว่าเชนร้านอาหารจะสามารถเพิ่มจำนวนร้านได้เร็ว และทำให้ลูกค้ามี Touchpoints ที่ครอบคลุมและหลากหลายในทันที จึงมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ทันที ส่วนร้านอาหารรายย่อยที่มีความต้องการ Solution แตกต่างกันไป จำเป็นต้องศึกษาถึงความต้องการของแต่ละร้าน
“ปี 2026 ไตรมาสแรก เรามีการเพิ่มสเกลรางวัลให้ใช้งานได้มากขึ้น คือหมวดอาหาร หมวดบิวตี้และแฟชั่น ในไตรมาส 2 หลังความร่วมมือกับ DOCOMO เราจะขยายการแลกแต้มกับ CRM เข้าสู่ระบบ Ecosystem ที่ใหญ่ขึ้นด้วยการเข้าสู่ตลาดร้านอาหาร และทำระบบ CRM ให้ร้านอาหารที่ยังไม่มีระบบขนาดใหญ่ เพื่อดึงคนเข้าร้าน ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าขึ้น”

นอกจากการเพิ่มจำนวนร้านอาหารแล้ว อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่กำลังพัฒนาก็คือ การเปลี่ยนแต้มเป็นเงินสดแทนการใช้คูปอง เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับร้านค้าให้ลูกค้าสามารถ ใช้แต้มแทนเงินสดชำระค่าอาหารได้ทันที โดยไม่ต้องแลกคูปองก่อน
ธรินทร์ กล่าวว่าปีนี้ Amaze วางเป้าหมายว่าจะต้องมีผู้ใช้งานเพิ่มเป็น 15-20 ล้านคน จากที่มีอยู่เดิม 9.1 ล้านคน ผ่านโครงการ “Consumer Engagement Program” ตลอดทั้งปี ซึ่งจะเป็นแคมเปญต่อเนื่อง มอบสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และดีลพิเศษทั่วประเทศ ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคชาวไทยให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น
โดยแคมเปญหลักที่จะเปิดตัวภายใต้โครงการนี้ ได้แก่
1. พอยท์ 3 เท่า: ลูกค้าจะได้รับพอยท์สะสมเพิ่มเป็น 3 เท่า สำหรับทุกการใช้จ่ายที่ร้าน 7-Eleven, Lotus’s และ ODM ผ่านแอปพลิเคชัน Amaze ด้วยยอดใช้จ่ายเท่าเดิม แต่ได้รับรางวัลตอบแทนมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า
2. สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้หน้าใหม่: ในการซื้อครั้งแรกผ่าน Amaze จะได้รับพอยท์สะสมเทียบเท่ามูลค่า 200 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายทุก 500 บาท