ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลกในปัจจุบัน ยังคงมีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทำอาหารรับประทานเอง กระแสอาหารเอเชีย รวมถึงเทรนด์อาหารรสจัดและเผ็ดที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มซอสพริก ศรีราชาที่กลายเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่เติบโตสูงในตลาดเครื่องปรุงอาหารโลก
จากความนิยมของอาหารเอเชียและการนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายเมนูในระดับสากล ข้อมูลจาก IMARC Group ระบุว่า ตลาดซอสพริกทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ขณะที่ Statista ประเมินว่า ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลกมีมูลค่าราว 280.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตเฉลี่ย 6.14% ต่อปี
ด้าน Fortune Business Insights คาดว่า ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลกจะขยายจาก 259 พันล้านดอลลาร์สหรัฐใน ปี 2024 สู่กว่า 380 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 สะท้อนแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาหารโลก จากความนิยมอาหารเอเชียและความต้องการรสชาติที่หลากหลายมากขึ้น

สร้าง Global Thai Brand ด้วย “อาหารไทยยอดนิยม”
แม้อาหารไทยจะได้รับความนิยมในระดับสากลมานาน แต่สิ่งที่ประเทศไทยยังไม่เคยมีจริงๆ คือ “Global Condiment Brand” หรือแบรนด์ซอสและเครื่องปรุงที่ผู้บริโภคทั่วโลกจดจำได้ในระดับเดียวกับแบรนด์จากอเมริกา ญี่ปุ่น หรือจีน
นี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO ผู้ผลิตและส่งออกซอสพริกศรีราชาและเครื่องปรุงอาหารไทยระดับพรีเมียม ผู้ผลิตและส่งออกซอสพริกศรีราชา “Flying Goose” ที่กำลังพยายามพาแบรนด์ไทยก้าวขึ้นสู่เวทีโลก
ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าไปวางจำหน่ายในกว่า 80 ประเทศ มียอดขายทะลุ 2,000 ล้านบาท และขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดซอสศรีราชาในยุโรป
คุณจิตติพร จันทรัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) มองว่า ตลาดซอสและเครื่องปรุงอาหารทั่วโลกยังเปิดกว้างอีกมาก โดยปัจจุบันแบรนด์ระดับโลกอย่าง Kikkoman, Heinz หรือ Lee Kum Kee ต่างสร้างยอดขายระดับแสนล้านบาทต่อปี ขณะที่แบรนด์ไทยยังไม่มีรายใดก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดนั้นได้
“ถ้าวันหนึ่งแบรนด์ไทยดังขึ้นมา จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นในอนาคต” คือวิธีคิดที่สะท้อนว่า เอ็กโซติค ฟู้ด ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ส่งออกเครื่องปรุงรสไทย แต่กำลังพยายามสร้าง “Premium Global Thai Brand” ให้เกิดขึ้นจริงในตลาดโลก
จาก Asia Shop สู่ Mainstream Retail
คุณจิตติพร ให้ข้อมูลว่า ในอดีตผู้ประกอบการอาหารไทยจำนวนมากเลือกส่งสินค้าเข้า “ร้านเอเชีย” ในต่างประเทศ เพราะเข้าถึงง่ายกว่า และไม่ต้องแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่นโดยตรง แต่เอ็กโซติค ฟู้ดตัดสินใจบุก “Mainstream Retail” หรือซูเปอร์มาร์เก็ตหลักของประเทศนั้นๆ ตั้งแต่กว่า 20 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นเกมที่ยากกว่า แต่หากสำเร็จก็จะสร้าง Brand Visibility ได้สูงกว่ามาก
“แต่ก่อนแบรนด์ไทยเวลาอยากขายของไปต่างประเทศจะขายเข้าตลาดเอเชีย ผ่านร้าน Asia Shop แต่ตั้งแต่ 20 กว่าปีที่แล้วเราบอกว่าเราอยากขาย Mainstream คือพวก Retail หลักของประเทศเขา เขาก็พยายามผลักเราเข้า Mainstream ซึ่งเราเป็นเจ้าแรกๆ ที่ได้เข้าไปขายในนั้น”
ผลลัพธ์คือปัจจุบันสินค้าของบริษัทถูกวางจำหน่ายในกว่า 33,000 จุดขายทั่วโลก และในเยอรมนี Flying Goose สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดซอสศรีราชาได้แล้วตามข้อมูลของ AC Nielsen ซึ่งในอีกมุมหนึ่งการเติบโตของซอสศรีราชายังสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เปิดรับรสชาติเอเชียมากขึ้น จากเดิมที่ซอสพริกถูกใช้กับอาหารเอเชียเป็นหลัก วันนี้ผู้บริโภคตะวันตกเริ่มนำไปใช้กับเบอร์เกอร์ พิซซ่า ไก่ทอด หรืออาหารฟิวชันในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้ซอสศรีราชากำลังกลายเป็น Everyday Condiment ในหลายประเทศ

เมื่อ “Supply Chain” กลายเป็นแต้มต่อสำคัญ
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด คือปัญหา Supply Chain ของ Huy Fong เจ้าของซอสศรีราชาตราไก่จากสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้นำตลาดโลกมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Huy Fong เผชิญปัญหาด้านวัตถุดิบและการส่งมอบสินค้า จนเกิดภาวะสินค้าขาดตลาดในหลายประเทศ ส่งผลให้ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ และกลายเป็นโอกาสใหม่ของ เอ็กโซติค ฟู้ด
ช่วงปี 2023 บริษัทสามารถเติบโตจากยอดขายประมาณ 1,450 ล้านบาท ไปแตะระดับราว 2,500 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เอ็กโซติค ฟู้ด มองว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากโชคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางระบบ Supply Chain ล่วงหน้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำ Contract Farming การกระจายแหล่งรับซื้อพริกจาก 10 กว่าจังหวัดทางภาคเหนือ และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับเกษตรกรและ Supplier
“เราทำสัญญาแบบหว่านไปเกือบทั้งภาคเหนือ ทำ Contact Farm เพื่อให้เกษตรกรส่งพริกให้เรา ดังนั้นหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบ เราก็ยังมีพริกใช้อยู่” คุณจิตติพร กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่า ในยุคที่ Climate Change เริ่มกระทบภาคเกษตรมากขึ้น ความแข็งแรงของธุรกิจอาหารจะไม่ได้วัดกันที่กำลังผลิตเพียงอย่างเดียว แต่คือการมี Supply Chain และพาร์ตเนอร์ที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว

โรงงานใหม่ 1,300 ล้านบาท เครื่องจักรสู่เบอร์ 1 โลก
แม้ปัจจุบัน เอ็กโซติค ฟู้ดจะมี Utilization ของโรงงานอยู่ราว 50-60% แต่บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนโรงงานใหม่ที่โรจนะ แหลมฉบัง มูลค่า 1,300 ล้านบาท เหตุผลสำคัญคือบริษัทมองว่าหากต้องการก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ระดับโลก จำเป็นต้องลงทุนเผื่อการเติบโตล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้ยอดขายเต็มก่อนแล้วค่อยขยายกำลังผลิต
โรงงานใหม่นี้จะช่วยรองรับยอดขายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี หากเดินเครื่อง 1 กะ และอาจเพิ่มได้ถึงประมาณ 8,000 ล้านบาท หากเดินเครื่อง 2 กะ
ขณะเดียวกัน กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในระยะต่อไปจะไม่ได้เน้นเพียงการเพิ่มจำนวนประเทศ แต่จะโฟกัสการเพิ่มยอดขายในตลาดหลัก รวมถึงการเพิ่ม SKU เพื่อกระตุ้นความถี่ในการสั่งซื้อและขยายการใช้งานสินค้าในชีวิตประจำวันมากขึ้น
สำหรับเป้าหมายระยะยาว XO ตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดซอสศรีราชาโลก ด้วยยอดขายระดับ 4,500 ล้านบาทภายในระยะเวลาประมาณ 10 ปี
และหากวันหนึ่ง Flying Goose สามารถก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดนั้นได้จริง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หมายถึงความสำเร็จของบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญว่า “แบรนด์ไทย” ก็สามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองบนชั้นวางสินค้าระดับโลกได้เช่นกัน
