News & Next
ALL NEWS
Automotive
Property
Financial
Consumer Product & Retail
IT & Telecom
Energy
Fashion
Food & Beverage
Media
General
Unboxing Ideas
ALL NEWS
Brand
Design
Review
Technology
Think
ALL NEWS
Interview
Weekly Quote
Marketing School
ALL NEWS
อุบัติเหตุแบรนด์เนม
Vocabulary
Brand Battle
Change the pace
NYC S.E.A.L
DataAge
Analysis
Research
Startup & SMEs
ALL NEWS
SMEs
Startup
Fintech
Sustainable Brand
Magazine
Thailand's Social Power Brand
2025
2024
2019
2018
2017
Thailand's Most Admired Brand
2026
2025
2024
2023
2022
2021
2020
2019
2018
2017
Thailand's Most Admired Company
2025 - 2026
2024 - 2025
2023 - 2024
2022 - 2023
2021
2020
2019
2018
Anniversary
2025
2024
2023
2022
2021
2020
Special Issue
นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
นิลมังกร The Reality Season 2
นิลมังกร The Reality Season 3
The Founder III
Publicity
Contact US
620
VIEWS
แบรนด์ลักชูเมินคนจะรวย รีเซตใหญ่ หรูสุดหยุดที่มหาเศรษฐีเท่าน้านนน
พ.ค. 28, 2569
M.Pussapol
หลายปีที่ผ่านมา Luxury Brands ต่างพยายามลดกำแพงตัวเองลงเพื่อขยายฐานไปหา Gen Z / ชนชั้นกลางตัวท็อป หรือกลุ่ม Entry-level Consumers แต่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวปัญหาเงินเฟ้อรุมเร้าทั่วโลก แบรนด์ชั้นนำจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เน้นความเงียบเชียบแต่ทรงพลัง (Silent Luxury/Quiet Luxury) สู้ด้วยกลยุทธ์
Value over Volume
หรือ Pure Luxury ความหรูหราจำกัดเฉพาะบุคคล โฟกัสและดูแล VICs กลุ่มมหาเศรษฐีที่สร้างรายได้หลักให้ แบรนด์สัดส่วนสูงที่สุดในเวลานี้
ปรากฏการณ์นี้เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) ที่เกิดขึ้นชัดเจน โดยภาคธุรกิจเรียกว่า The Great Luxury Reset หรือการปรับฐานครั้งใหญ่ของตลาดลักชัวรี่
VICs (Very Important Customers) คือกลุ่มลูกค้าที่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1-5% ของฐานลูกค้าทั้งหมด แต่สร้างรายได้ให้แบรนด์ได้สูงถึง 30-40% (บางแบรนด์อาจสูงถึง 50%) เหตุผลสำคัญของการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Hyper-Exclusivity ประกอบด้วย
หนึ่ง- ความทนทานต่อแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ:
ลูกค้ากลุ่ม VICs ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจชะลอตัวน้อยมาก พวกเขายังคงมีกำลังซื้อสม่ำเสมอ พร้อมจ่ายให้กับสิ่งที่คิดว่าคู่ควร
สอง- การปกป้องคุณค่าเพื่อลดความเกร่อ (
Brand Dilution)
การที่แบรนด์เข้าถึงง่ายเกินไปผ่านช่องทางออนไลน์ หรือการมีสินค้าชิ้นเล็กๆ (เช่น พวงกุญแจ, เคสโทรศัพท์) มากเกินไป ทำให้ความขลัง เสน่ห์ และคุณค่าของ แบรนด์ลดลงในสายตาของมหาเศรษฐีตัวจริง
บริษัทที่ปรึกษาและสถาบันการเงินชั้นนำของโลก ระบุถึงทิศทางนี้ชัดเจน เช่น Bain & Company (รายงานปี 2025 - Q1 2026) ระบุว่า กลยุทธ์การขึ้นราคาของแบรนด์เนมอย่างรุนแรงในช่วงปี 2019-2023 ส่งผลให้แบรนด์สูญเสียฐานลูกค้ากลุ่ม Aspirational Consumers (กลุ่มเพิ่งเริ่มต้นซื้อสินค้าชิ้นแรกหรือซื้อตามความฝัน) ไปเป็นจำนวนมหาศาล (ข้อมูลระบุว่าหายไปกว่า 50 ล้านคน) เนื่องจากคนกลุ่มนี้ถูกผลักออกไปด้วยราคาที่สูงเกินเอื้อม (Priced Out)
ตลาดเกิดการแยกขั้ว (Bifurcation) : ในไตรมาสแรกของปี 2026 แบรนด์ที่เน้นยอดขายเชิงปริมาณ (Volume) หรือพึ่งพาพฤติกรรมการซื้อตามกระแสของคนรุ่นใหม่กำลังเผชิญภาวะยอดขายชะลอรุนแรง (เช่น Kering, Gucci) ขณะที่แบรนด์ที่เน้นความเหนือระดับและการควบคุมความขาดแคลน (Controlled Scarcity) ที่เจาะกลุ่มมหาเศรษฐีโดยเฉพาะ กลับเติบโตสวนกระแสแข็งแกร่ง (เช่น Hermès โต 5.6% และ Brunello Cucinelli โตถึง 14% ใน Q1 2026)
Deloitte: Global Powers of Luxury 2026 (สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง 420 คนใน 10 ประเทศ) ระบุว่าโอกาสเติบโตสูงสุดอันดับหนึ่งของแบรนด์เนมในปัจจุบันคือ Customer Experience และ Loyalty (28.6%) แบรนด์ต่างๆ กำลังหันมาใช้ระบบ Data-enabled Clienteling หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการสร้างประสบการณ์แบบเชิญเฉพาะกลุ่ม (Hyper-personalized) เพื่อปรนนิบัติกลุ่ม VICs โดยเฉพาะ เช่น การเปิด Private Salons เข้าได้เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น
BNP Paribas & J.P. Morgan รายงานทิศทางตลาดลักชัวรี่ว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน กลุ่มที่ขับเคลื่อนตลาดลักชัวรี่ที่แท้จริง คือกลุ่ม Affluent Population และกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จาก Wealth Effects (ความมั่งคั่งจากตลาดทุนและสินทรัพย์อื่น) แบรนด์ต่างๆ จึงต้องเปลี่ยนมาทำ Experiential Marketing หรือทำการตลาดเชิงประสบการณ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ (Branded Cafés, Exclusive Trips, Private Dinners) เพื่อมัดใจกลุ่มกระเป๋าหนัก เพราะคนกลุ่มนี้มองหาคุณค่าและการลงทุนระยะยาวมากกว่าแค่การซื้อสินค้าแฟชั่นตามกระแส
ตัวอย่าง Luxury Brandsเปลี่ยนประสบการณ์การช้อปปิ้งให้กลายเป็นการบริการระดับสากลที่มีเงินอย่างเดียว ก็ซื้อไม่ได้ หากไม่ใช่ลูกค้า VIP ระดับท็อป เช่น
1. Chanel และกลยุทธ์ Private Boutiques
Chanel เดินเกมรุกด้วยการเปิดร้านค้าส่วนตัวที่เรียกว่า Private Boutiques หรือ Chanel Salon ในเมืองหลวงแฟชั่นทั่วโลก (เช่น ปารีส ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ลอนดอน)
ร้านเหล่านี้ไม่มีป้ายร้านเด่นชัด ไม่เปิดให้คนทั่วไปเดินวอล์กอิน (Walk-in) เข้าไปเด็ดขาด แต่จะต้อนรับเฉพาะลูกค้า VIC ที่นัดหมายล่วงหน้าผ่าน Stylist ส่วนตัว เพื่อให้พวกเขาสามารถลองเสื้อผ้าชั้นสูง (Haute Couture) และกระเป๋ารุ่นหายากเป็นการส่วนตัว ปลอดภัยจากสายตาคนนอกและปาปารัสซี
2. Louis Vuitton กับการเข้าถึงรสนิยมขั้นสูงในพื้นที่ปิด
Louis Vuitton (LV) ยกระดับแบรนด์ไปอีกขั้นด้วยการเปิด LV Appartement ในย่านสำคัญ เช่น ที่ปารีส เพื่อเชิญลูกค้ากระเป๋าหนักเข้าไปใช้บริการเหมือนอยู่บ้านพักตากอากาศหรู
นอกจากนี้ การเปิดตัวคอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง (High Jewelry) แบรนด์จะจัดทริปบินลัดฟ้าพาลูกค้า VIC ไปยังสถานที่ปิดระดับประวัติศาสตร์ เช่น ปราสาทเก่าแก่ในอิตาลี เพื่อชมและประมูลสินค้าก่อนใคร โดยที่สาธารณชนจะไม่มีวันเห็นสินค้าเหล่านั้นในร้านค้าทั่วไป
3. Gucci & Brunello Cucinelli การสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์
หลังจากปรับทิศทางแบรนด์ให้คลาสสิกมากขึ้นได้เริ่มเปิด Gucci Salon เพื่อนำเสนอสินค้าสั่งตัดพิเศษ (Bespoke) และกระเป๋าหนัง Exotic (เช่น หนังจระเข้ หนังนกกระจอกเทศ) ที่ไม่มีวางโชว์หน้าร้าน
Brunello Cucinelli: แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่อง Quiet Luxury ใช้วิธีเชิญลูกค้า VIC ไปร่วมดินเนอร์ส่วนตัวกับดีไซเนอร์และผู้บริหารระดับสูง ณ หมู่บ้าน Solomeo ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ สร้างความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Connection) มากกว่าแค่การซื้อขายสินค้า
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดว่า แบรนด์เนมยุคปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากกลยุทธ์ Massclusivity หรือความหรูหราที่พยายามเข้าถึงคนหมู่มาก กลับไปสู่ Pure Luxury (ความหรูหราจำกัดเฉพาะบุคคล) เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์และยอดขายของแบรนด์ให้มั่นคงที่สุด
ภาพประกอบ
Source
Source
แบรนด์ลักชูเมินคนจะรวย รีเซตใหญ่ หรูสุดหยุดที่มหาเศรษฐีเท่าน้านนน
ตลาดสินค้าแบรนด์หรูในจีนฟื้น
ฟังเสียงใจตัวเองให้เป็นแล้วจะเห็นความสำเร็จ กว่าจะเป็น L&E Beyond ด้วยหัวใจที่ Alive ของ “แอมป์ อโรชา”
Passion - Patience - People กุญแจ 3 ดอกสู่ความสำเร็จของแบรนด์พันล้านอย่าง GENTLEWOMAN
CEO as Brand สูตรพลิกโฉม “นมตรามะลิ” จากแบรนด์ 60 ปี สู่ไวรัลหลักล้านบน TikTok
Pramy จากศูนย์สู่ 2 พันล้านด้วยอินไซต์คนรักแมว ถอดบทเรียน Outlier สายดาต้า “คริส-ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี”
Read More Stories
Research
เมื่อ T-Beauty หยุดวิ่งตาม และเริ่มสร้างทางของตัวเอง พร้อมอัปเดต 5 เทรนด์ที่จะกำหนดทิศทาง T-Beauty
รู้จักจีนน้อยไป AI ระดับโลกกำลังคิดแบบปักกิ่ง เมื่อข่าวดีจากทั่วโลกต้องจ่ายเงิน แต่โฆษณาชวนเชื่อจีนให้ฟรี
เมื่อ “คนโสด” เป็นคนหมู่มากของสังคมไทย และกำลังสร้าง “เศรษฐกิจคนโสด” ปรากฏการณ์ที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม
ไถฟีดอยู่ดีๆ สรุปได้ตั๋วเครื่องบินเฉย! Klook เผยคนไทยกว่า 52% เที่ยวตามคอนเทนต์บนโซเชียล
Read More Stories
Digest
คังเซน-เคนโกฯ เปิดตัว 6 ไอเทมใหม่
“รักษ์โลกกับลามิน่า” ปลูกป่าเพื่อการวิจัย
พรูเด็นเชียล ประเทศไทย เปิดแคมเปญ “พรูเหมาสุขภาพ ให้คุณสบายใจ” ชวนสังคมทบทวนความมั่นคงด้านสุขภาพในวันที่ความเสี่ยงรอบตัวไม่เลือกใคร
Unboxing Ideas
‘ChopValue’ บริษัทที่ชุบชีวิตตะเกียบใช้แล้ว กว่า 283 ล้านแท่งให้กลายเป็นของใช้สไตล์มินิมอล ไอเดียดีจนญี่ปุ่นเลิกมองตะเกียบเป็นขยะ!
โตเกียวชุบชีวิต “ตู้โทรศัพท์” สู่จุดกระจาย Wi-Fi ฟรี เพราะของเก่า ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้งเสมอไป
“ไม่มีคำว่าแก่เกินเล่น” เมื่อ LEGO อัปเดตกล่องใหม่เป็น 100+ เพื่อเป็นของขวัญแด่ Sir David Attenborough
Farmhouse Fact รู้หรือไม่ สีคลิปหนีบถุงขนมปัง มีสีต่างกันตาม 'วันที่วางขาย'
Read More Stories
Video
BrandAge Online 2024
เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.
เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม
ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง
What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic
Read More Stories
บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.
Contact