วัลลภ มานะธัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด (BSCM) เปิดเผยว่า เป็นเวลากว่า 80 ปีแล้วตำนานของแบรนด์ “หงษ์ทอง” เริ่มต้นธุรกิจจากรุ่นคุณปู่ คือ บัวลิ้ม แซ่โค้ว ต้นตระกูล “มานะธัญญา” อพยพจากประเทศจีนที่หนีความยากลำบากมาอยู่เมืองไทย ด้วยการเริ่มทำธุรกิจซื้อมาขายไปข้าวสารแถวสามย่าน โดยมีลูกชาย 2 คนคือ โกศล และกมล เป็นผู้ช่วย และทั้งสองท่านมีความใฝ่ฝันจะมีโรงสีเป็นของตัวเอง ในปี พ.ศ.2480 จึงเริ่มต้นจากขอเช่าโรงสีร้างของพระยามานวราชเสวี (ท่านเจ้าคุณมาน) อยู่แถวบางซื่อ จึงถือเป็นปีเริ่มต้นธุรกิจข้าวอย่างเต็มตัวของตระกูลมานะธัญญา
โกศลและกมล ถือเป็นกำลังสำคัญในการทำงานทุกอย่างทุกขั้นตอน จนไม่มีเวลาเรียนหนังสือ และเมื่อสีข้าวได้แล้ว จะเอาข้าวบรรทุกใส่เรือกระแซง ซึ่งบรรทุกได้ประมาณ 10 ตัน ล่องไปขายแถบบริเวณคลองเทเวศน์ และสะพานมัฆวาน กว่าจะขายหมดก็กินเวลา 5-6 วันจึงจะกลับบ้าน ทำอย่างนี้เรื่อยมาจนท่านเจ้าคุณมาณเห็นในความมีมานะอุตสาหะ จึงตั้งนามสกุลให้ว่า “มานะธัญญา” ซึ่งหมายถึงตระกูลผู้มีมานะในการทำงานด้านธัญญาหาร คือข้าวนั่นเอง และต่อมาในปี 2499 ท่านเจ้าคุณมาณจึงขายที่ดินโรงสีให้ในราคา 115,000 บาท
“ธุรกิจของเราเริ่มตั้งแต่ การซื้อมา-ขายไป “ข้าวสาร” และได้มีการพัฒนา และขยายเติบโตจนเป็นธุรกิจทั้งในประเทศ และส่งออกข้าวไปในหลายประเทศทั่วโลก ด้วยปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ ที่เน้นการดูแลรักษาคุณภาพสินค้า การรักษาคำพูด สัญญา และการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นแนวทางในการนำพากิจการเติบโตได้ยาวนานถึง 80 ปี และต่อ ๆ ไป รวมถึง การได้รับการสนับสนุนด้วยดีตลอดมาจาก คู่ค้า-ลูกค้า-ชาวนา-โรงสี-สถาบันการเงิน-ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนถึงส่วนราชการ และตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ ทั้ง อเมริกา แคนนาดา ฮ่องกง สิงค์โปร์ กวม ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ อีกทั่วโลก” นายวัลลภ กล่าว
วัลลภ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ มีผลประกอบในรอบปี 2560 มียอดขายประมาณ 250,000 ตัน ซึ่งเติบโตจากปี 2559 ที่ 15% แต่มูลค่าการขายลดลงเล็กน้อยเนื่องจากราคาข้าวลดลง ทั้งนี้การขายสินค้าของ BSCM ส่วนใหญ่เป็นการขายในตราสินค้าของบริษัท คือ ตราหงษ์ทอง หรือ Golden Phoenix เป็นตราหลัก มากกว่า 85% ของจำนวนยอดขายทั้งหมด และสินค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าวหอมมะลิมากกว่า 95% และมีสินค้าตราอื่นๆ ของบริษัทฯอีก 2-3 ตัว ซึ่งถือว่าเป็นความมั่นคงของบริษัทอย่างมากที่ขายสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัทเป็นส่วนใหญ่
ในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในการส่งออกไว้ประมาณ 400,000 ตัน หรือเติบโต 10% ต่อปี ด้วยมูลค่าส่งออก 9,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงสีในจังหวัดนนทบุรี, ศรีสะเกษ, ร้อยเอ็ด และสุพรรณบุรีเป็นฐานการรับซื้อข้าวเปลือก และการผลิต ทั้งข้าวขาว ข้าวหอม ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีกำลังการผลิตรวมทั้งหมด 300,00 ตันต่อปี
และเพื่อเป็นการพัฒนาสินค้าของบริษัทฯ ให้มีคุณภาพที่ดีตลอด บริษัทฯ จึงส่งเสริมให้ชาวนารู้จักวิธีการปลูกที่สามารถลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น ในชื่อ โครงการหงษ์ทองนาหยอด ในจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานี จนปัจจุบันมีเกษตรกรชาวนาเข้าร่วมโครงการจำนวน 2,000 ราย รวมเนื้อที่ประมาณ 40,000 ไร่ ที่ช่วยลดต้นทุนการทำนาลงได้ถึง 20% ของต้นทุนเดิม และเพิ่มผลผลิตได้สูงขึ้นอีก 20% ส่งผลให้เกษตรกรชาวนามีกำไรจากการทำนาข้าวโดยเฉลี่ยไร่ละประมาณ 3,000 บาท ซึ่งนอกจากจะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ยกย่องให้เป็นโครงการต้นแบบหนึ่งในโครงการของประชารัฐ ที่กำลังขยายผลต่อไปในภาคการเกษตรการปลูกข้าวของไทยอย่างกว้างขวางต่อไป