“การแบ่งลูกค้าจากข้อมูลที่เราแท็กมาทำให้รู้ว่าเขาต้องการอะไร และเราจะ Fulfillments ความต้องการของเขาอย่างไรบ้าง ซึ่งข้อดีของท็อปส์ก็คือ เรามีการเข้าไปควบคุมคุณภาพสินค้าตั้งแต่ต้นทางคือ จากฟาร์มไปจนถึงมือผู้บริโภค ทำให้เราสามารถนำสินค้าที่เป็นออร์แกนิกส์ตามมาตรฐานที่กำหนดมาทำตลาดในสโตร์ของเราได้”
สินค้าออร์แกนิกส์ของท็อปส์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์ 100% ต้องใช้วัตถุดิบและผ่านกระบวนการผลิตในแบบออร์แกนิกส์ 100% และแบบผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์ 95% เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบ 100% หรือ 95% จะต้องติดป้ายระบุรายละเอียดของส่วนผสมและวิธีการผลิตในแบบออร์แกนิกส์บนผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด โดยมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสากลควบคู่ไปด้วย
“ในปีที่ผ่านมา เรามียอดขายในกลุ่มสินค้าที่เป็น Health & Wellness ซึ่งรวมสินค้าที่เป็นออร์แกนิกส์เข้าไปด้วยประมาณ1,500 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10% โดยมีสินค้าในกลุ่มนี้อยู่ในสโตร์ประมาณ 4,000 รายการ ความต้องการที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้เรามีแผนที่จะทำตลาดสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อรับกับเทรนด์ที่ยังคงมีการเติบโตค่อนข้างดี”
หากมองตามรูปเกมแล้ว การโฟกัสการทำตลาดมาที่สินค้าในกลุ่มออร์แกนิกส์ของท็อปส์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการรับกับเทรนด์การเติบโตของตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการชิงลงมือเพื่อยึดภาพของการเป็นฟู้ด รีเทล รายแรกๆ ที่เป็นคนพูดถึงเรื่องนี้ พร้อมลงมือทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสินค้าออร์แกนิกส์จะเข้ามาช่วยสร้างสโตร์ ลอยัลตี้ ให้กับท็อปส์ได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน ยังช่วยทำให้ท็อปส์สามารถสปีดหนีคู่แข่งที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 2 ราย ที่กำลังเขยิบขึ้นมาแข่งขันในตลาดฟู้ด รีเทล โดยยกระดับภาพลักษณ์พร้อมกับนำเสนอสินค้าระดับบนๆ ที่เป็นสินค้านำเข้ามากขึ้น การเปิดเกมรุกของท็อปส์ จึงเป็นเสมือนกับการยิงปืนนัดเดียว แต่ได้นกถึง 2 ตัวเลยทีเดียว........