สก๊อตกับพรีเซ็นเตอร์ลูกครึ่ง
สะท้อนภาพพรีเมียมของรังนก
ว่ากันว่า ถ้าใครที่ติดตามหนังโฆษณาของสก๊อตรังนกที่ยิงออกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้วจะพบว่า ธีมของหนังโฆษณาที่ออกมาแทบจะไม่แตกต่างกัน คือ เน้นคอนเซ็ปต์ Forever Young ที่บ่งบอกถึงเบเนฟิตของสินค้าได้อย่างตรงจุด และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยตอกย้ำตำแหน่งของแบรนด์สก๊อตได้เป็นอย่างดี ว่าเป็นรังนกสำเร็จรูประดับพรีเมียมที่ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับเบเนฟิตของสินค้า
ไม่เพียงเท่านั้น ความสำเร็จของหนังโฆษณาของสก๊อตซ์ทุกชุด นอกจากจะเกิดบนธีมเดียวกันมาตลอดแล้ว การใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นนายแบบลูกครึ่ง ยังเข้ามาช่วยเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ ในการช่วยสะท้อนคาแร็กเตอร์ของแบรนด์สก๊อต และช่วยให้การทำ Branding ของสก๊อต ประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค
Branding ของสก๊อตซ์ถูก Dominate โดยโปรดักต์รังนกที่มีคาแร็กเตอร์ของมันที่ชัดเจนมากว่า ทุกอย่างต้องเป็นลูกครึ่ง ถ่ายทำเหมือนหนังฮอลลีวู้ด โปรดักชั่น ต้องออกมาประมาณนั้น ซึ่งหลังจากที่ประสบความสำเร็จกับหนังโฆษณาชุดแรกๆ สก๊อตจึงยึดเป็นแนวทางในการสื่อสารแบรนด์ และไม่อยากทิ้งคาแร็กเตอร์ของความเป็นสก๊อตซ์
ผู้บริหารของสก๊อต สมโภช ชวาลเวชกุล เคยบอกกับผู้เขียนว่า สก๊อตเคยทำวิจัย และผลจากการทำวิจัยกับผู้บริโภคบอกกับสก๊อตว่า คาแรกเตอร์ของสก๊อตจะต้องเป็นคนขี้เล่น ลูกครึ่ง หนังโฆษณาจึงทำออกมาเป็นไลฟ์สไตล์สนุกๆ ซึ่งช่วยให้จดจำภาพลักษณ์ของการเป็นรังนกพรีเมียมแท้ได้เป็นอย่างดี จึงมีการจับคาแร็กเตอร์ตรงนั้นมาประยุกต์เข้ากับโปรดักต์ต่างๆ ของสก๊อต เลยเป็นที่มาว่า ทำไมสก๊อตซ์ถึงเป็นลูกครึ่ง
หากพอจำกันได้ ในช่วงแรกๆ แนวทางในการสื่อสารแบรนด์ หรือการทำหนังโฆษณาไม่ได้ออกมาแนวนี้ แต่เมื่อมีชุดแรกที่ประสบความสำเร็จกับแนวทางดังกล่าว ทำให้สก๊อตยึดถือเป็นแนวทางมาตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการที่จะ Keep Character ของมันไว้
แนวทางดังกล่าวนี้ ถูกยึดโยงเข้ากับการสื่อสารสินค้าที่เป็นซุปไก่สกัดด้วย โดยจะยึดการใช้การสื่อสารให้เห็นถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนทำงานรุ่นใหม่ที่พร้อมจะลุยงานหนัก โดยมีซุปไก่สก๊อตเป็นตัวช่วยในการตรียมความพร้อมของร่างกายให้เต็ม 100 ซึ่งเป็นการสะท้อนมาสู่การเป็นซุปไก่สกัด 100% ที่ไม่มีส่วนผสมของคาราเมล
โฆษณาถูกใช้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความแตกต่างระหว่างแบรนด์สก๊อตกับคู่แข่งขันรายอื่นๆโดยเฉพาะคู่แข่งที่เป็นยักษ์ใหญ่อย่าง“แบรนด์”ทั้งคู่ต่างทำมาร์เก็ตติ้งอย่างรุนแรง และเป็นการทำมาร์เก็ตติ้งแบบโมเดิร์นมาร์เก็ตติ้ง คือ มีการ Educate ผู้บริโภคควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่แค่ขายของอย่างเดียว
การ Educate นี้ ก็เพื่อทำให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงคุณค่าของสินค้าทำให้ผู้บริโภครู้ Benefit ที่แท้จริงของสินค้า เหตุผลที่ทั้ง 2 แบรนด์ มักจะเน้นตรงนี้ เนื่องจากว่าต้องการให้ผู้บริโภคมี Brand Loyalty ในระยะยาว จึงต้องการปลูกฝังในการ Educate Benefit ที่แท้จริงนั่นเอง