ส่วนยี่ปั๊ว เขาไม่ได้ขายกับผู้บริโภคโดยตรง แต่จะค้าขายกับร้านค้าโชว์ห่วย เมื่อร้านค้าโชว์ห่วยต้องการสินค้าอย่างไร ก็ต้องนำเสนอ โดยที่ต้องมีกำไรให้ร้านค้าโชวห่วยขายต่อได้ ด้านโมเดิร์นเทรดนั้น ลูกค้าต้องการอะไร ก็นำเสนอโปรโมชั่นสินค้า ราคา ของแถม ให้เหมาะกับลูกค้าของโมเดิร์นเทรด
ประการสำคัญที่สุด ก็คือต้องกลับไปที่ Shopper หรือ consumer ของแต่ละช่องทาง ซึ่งความแตกต่างถูกกำหนดโดยลูกค้าคนสุดท้าย เพราะฉะนั้นแล้ว การบริหารจัดการในเรื่องนี้ ต้องให้ความสำคัญที่จะดูแลแต่ละช่องทางให้ดีที่สุด เนื่องจากสินค้าของยูนิลีเวอร์เป็นสินค้าแมส โปรดักส์ ดังนั้นทุกช่องทางจำหน่ายมีความสำคัญ แต่อาจจะมีความสำคัญแตกต่าง และใช้วิธีการบริหารจัดการที่หลากหลายวิธีการเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าในแต่ละช่องทาง
โดยเฉพาะกับช่องทางขายผ่านร้านโชวห่วยที่มีภาพจำมาตลอดว่า เป็นช่องทางที่มีแนวโน้มการเติบโตไม่ค่อยจะดีนัก เพราะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาเบียดแย่งพื้นที่ของโมเดิร์นเทรดตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว พบว่า ช่องทางขายผ่านร้านโชวห่วย ยังคงมีการเติบโตที่ดี เนื่องจากเป็นร้านค้าใกล้บ้านที่ช่วยเติมเต็มการซื้อสินค้าของลูกค้าในชุมชนได้เป็นอย่างดี
หากมองเข้ามาที่ตัวเลขของร้านโชวห่วยทั่วประเทศที่ยูนิลีเวอร์ให้มาแล้ว พบว่ายังคงมีตัวเลขสูงถึงเกือบ 4 แสนร้านค้า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เพราะแม้จะมีร้านโชวห่วยที่ล้มหายตายจากไป แต่ก็มีร้านโชวห่วยที่เกิดใหม่อยู่ต่อเนื่องตลอดเวลา
โดยเฉพาะร้านโชวห่วยที่อยู่ในหมู่บ้าน หรือในชุมชนต่างๆ มีการพัฒนาตัวเองที่นอกจากการขายสินค้าที่เป็นดราย โกรเซอรี่ แล้ว ยังมีการขายสินค้าในกลุ่มอาหารสด และอาหารแห้ง โดยทำหน้าที่เป็น “ตู้เย็นชุมชน” ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มการทำอาหารในแต่ละมื้อของลูกค้าในชุมชนนั้นๆ
ยิ่งมีเรื่องของโครงการร้าน “ธงฟ้า” ที่ขายสินค้าผ่านบัตรคนจนของรัฐบาลชุดนี้ โดยมีวงเงินช่วยเหลือผ่านบัตรคนจนรายละ 300 บาทต่อเดือน ก็ยิ่งเข้ามาช่วยให้สามารถขายสินค้าได้เพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือน จากการเข้ามาซื้อสินค้าในโครงการ ทำให้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมามีออกมาค่อนข้างดี
แน่นอนว่า ซัพพลายเออร์เจ้าของสินค้ารายไหน สามารถเข้าไปเกาะกำลังซื้อตรงนั้นได้ ก็จะชิงความได้เปรียบมาไว้ในมือ ยิ่งในรายที่มีการสร้างเครือข่ายร้านค้าโชวห่วยของตัวเองขึ้นมา ยิ่งเพิ่มโอกาสในการขายมากยิ่งขึ้น เหมือนในกรณีของยูนิลีเวอร์ ที่มีการทำโครงการร้านติดดาวของตัวเอง
ยูนิลีเวอร์ สามารถกระจายสินค้าเข้าไปยังร้านค้าเหล่านั้นได้มากกว่าครึ่งของจำนวนร้านค้าโชวห่วยที่มีอยู่ โดยทำ ผ่านตัวแทนจำหน่ายหรือศูนย์กระจายสินค้ากว่า 200 ราย แยกเป็นสินค้าไอศกรีมกว่า 100 ราย และสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์อีกกว่า 90 ราย มีเซลล์กว่า 1,000 คน ประจำหน่วยรถกระจายสินค้ากว่า 1,000 คัน มีรอบการวนทริปเข้าร้านค้าสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 1 - 4 ครั้ง ตามโลเกชั่น ซึ่งถือว่าเป็นเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่มากที่สุดในบรรดาผู้ผลิต และจัดจำหน่ายสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ด้วยกัน
นอกจากการขายแล้ว ยูนิลีเวอร์เองมีการทำโครงการที่เป็นการพัฒนา “ร้านข้างบ้าน” หรือ โชวห่วย ด้วยโมเดล “ร้านติดดาว” ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน หรือ Unilever Sustainable Living Plan: USLP เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของร้านค้าปลีก และร้านข้างบ้าน (โชวห่วย) ทั่วประเทศสู่ศูนย์กลางของชุมชน โดยจะมีการนำผู้เชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีกเข้าไปให้คำปรึกษาด้านการจัดการอย่างเป็นระบบ เพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ
อภิชาติ ศาลิคุปต รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาลูกค้า บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เคยบอกกับเราว่า จุดกำเนิดของร้านติดดาว เกิดขึ้นหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ร้านโชวห่วยได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก ยูนิลีเวอร์มีการเข้าไปช่วยทำความสะอาดหลังน้ำลด พร้อมด้วยการจัดเรียงสินค้าให้ใหม่ จึงเกิดแนวคิดที่จะโครงการร้านติดดาวขึ้นมา จึงเป็นที่มาของโมเดลร้านติดดาวที่เริ่มต้นหลังปี 2554 ปัจจุบันมีร้านโชวห่วยเข้าร่วมเป็นร้านติดดาวแล้ว 10,500 ร้านค้าทั่วประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการผลักดันโมเดลร้านติดดาวหลังจากนี้ก็คือ โครงการ “เดอะ มาสเตอร์” โดยร่วมมือกับคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อถ่ายทอดความรู้ในการบริหารจัดการร้านค้าปลีกที่เรามีความเชี่ยวชาญ อาทิ การจัดวางสินค้า การทำโปรโมชั่น การบริการที่เป็นกันเอง ฯลฯ แก่นักศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ประยุกต์ใช้ความรู้และพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการจากประสบการณ์จริง ตลอดจนเสริมสร้างรายได้พิเศษ ด้วยการลงพื้นที่พัฒนาร้านค้าข้างบ้าน หรือร้านโชวห่วยให้เป็นร้านติดดาวที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น
การทำโครงการเดอะมาสเตอร์ขึ้นมานี้ ยูนิลีเวอร์ มีแผนที่จะขยายความร่วมมือในการทำโครงการเดอะ มาสเตอร์ ออกไปยังสถาบันราชภัฏ 38 แห่งทั่วประเทศ โดยตั้งใจว่าในปีนี้จะเข้าไปร่วมมือกับสถาบันราชภัฏให้ได้ 7 แห่ง และภายใน 3 – 5 ปี จะขยายความร่วมมือให้ครบทั้ง 38 สถาบันที่มีอยู่