โดยงานสัมมนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้แทนภาครัฐและเอกชนชั้นนำจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศรวม 300 คน ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นความเคลื่อนไหวด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาต่างๆ ตลอดจนประเด็นท้าทายที่มีผลกระทบต่อการค้าและการพัฒนา ตลอดการจัดงานทั้งสองวัน ซึ่งมีรายละเอียดสรุปการประชุมดังนี้
การประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ประจำปี 2561 ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2561
สรุปการปาฐกถาพิเศษ โดย ดร.มูคิซา คิทูยี เลขาธิการ อังค์ถัด
ดร.มูคิซา คิทูยี เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด (UNCTAD) กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การเข้าสู่วาระแห่งนวัตกรรมด้านการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อการบูรณาการของภูมิภาค” ซึ่งกล่าวถึงความท้าทายของการพัฒนาที่ทั่วถึงคนทุกกลุ่มโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และอธิบายถึงช่องว่างที่เกิดขึ้นและการใช้ศักยภาพของอี-คอมเมิร์ซมาช่วยสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในระดับโลกแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียถูกขับเคลื่อนจากภายใน
นอกจากนั้น ดร. มูคิซา ได้กล่าวเน้นถึงแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นของภาระหนี้ที่เกิดจากการเป็นหุ้นส่วนลงทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และการขาดความไว้วางใจในการลงทุนข้ามชายแดน ปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดันการค้าและการพัฒนาคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ผ่านการพัฒนานวัตกรรม การลงทุนเพื่อเพิ่มทักษะ และนโยบายการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเหลื่อมล้ำในสังคมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม นโยบายการค้าต้องถูกออกแบบใหม่เพื่อรับมือการกีดกันทางการค้าและห่วงโซ่มูลค่าโลก (global value chain) ที่สั้นลงจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีและการเมือง การกระชับความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านแนวทางปฏิบัติ การแลกเปลี่ยน และปฏิสัมพันธ์เชิงรุก มีความสำคัญมากต่อการรวมตัวระดับภูมิภาค
สรุปการประชุมช่วงที่ 1 หัวข้อ “ความมั่งคั่งแห่งชาติที่เปลี่ยนแปลง: ยุทธศาสตร์สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในยุคแห่งความยั่งยืน”
การประชุมช่วงที่ 1 หัวข้อ “ความมั่งคั่งแห่งชาติที่เปลี่ยนแปลง: ยุทธศาสตร์สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในยุคแห่งความยั่งยืน” นำเสนอข้อค้นพบในช่วงเวลา 20 ปีจากรายงานการกระจายความมั่งคั่ง (Wealth Distribution Report) ของธนาคารโลก ซึ่งนอกจากแนวทางแบบดั้งเดิมที่ใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นตัวชี้วัดแล้ว ธนาคารโลกได้ใช้องค์ประกอบ 4 ด้าน (ทุนด้านการผลิต ทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนมนุษย์ และทุนต่างประเทศ) ในการวัดความมั่งคั่ง ในรายงานนี้เป็นครั้งแรกที่มีการนำทุนมนุษย์จากการสำรวจใน 144 ประเทศมาใช้ในการพิจารณาชี้วัดความมั่งคั่งด้วย นอกจากนี้ยังเน้นถึงความสำคัญของการลดความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
การประชุมช่วงนี้ย้ำถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยธุรกิจสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรม รวมถึงการสร้างระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (new S-curve) ยกระดับธุรกิจตั้งแต่ SME ขึ้นไป และกระจายความมั่งคั่ง การพัฒนาสร้างทักษะต่างๆ ให้กับทรัพยากรมนุษย์ในสังคมจะช่วยสร้างงานและทำให้เกิดผลดีขยายออกไปเป็นวงกว้าง ผู้กำหนดนโยบายด้านการพัฒนาควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ และการศึกษาที่ช่วยพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์ การตั้งคำถามต่อระบบระเบียบที่เป็นอยู่ ความสามารถในการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล