เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมค้าปลีกเซ็กเม้นต์ไฮเปอร์มาร์เก็ตที่มี 2 ผู้เล่นสำคัญอย่าง เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ถึงขายสินค้าราคาถูกได้.....
แถมมีบางครั้งที่สินค้าบางตัวซึ่งถูกใช้เป็นตัวดึงคนเข้ามาช้อปปิ้ง จะวางราคาขายไว้ถูกมาก ชนิดที่ขายต่ำกว่าต้นทุน แต่พวกนี้ก็ยังคงมีกำไร และเติบโตได้อย่างมั่นคง
คำเฉลยคงหนีไม่พ้น เรื่องของการบริหารจัดการที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนในการดำเนินการให้มีต่ำลงที่ในท้ายที่สุดจะนำมาสู่การได้ราคาสินค้าที่ค่อนข้างต่ำ
เช่นเดียวกับการเลือกใช้วิธีถัวเฉลี่ยกำไรจากสินค้าแต่ละหมวด เพื่อทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการทำกำไรในตัวเลขที่ตั้งเป้าเอาไว้ได้ ยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพ ก็คือ สินค้าที่เป็นของกินของใช้ในชีวิตประจำวันที่มีการหมุนเวียนเร็ว อาทิ น้ำมันพืช น้ำตาล อาจจะถูกนำมาเป็นตัวเล่นเรื่องราคาในลักษณะของ Lost Leader Price โดยมีสินค้าบางตัวอย่างเสื้อผ้า หรือของใช้ที่มีกำไรมากกว่าเป็นตัวที่เข้ามาช่วยถัวเฉลี่ยการทำกำไร
ทีนี้ลองมาดูการสร้างเครื่องมือของไฮเปอร์มาร์เก็ตกันบ้างว่า จะใช้เครื่องมือในรูปแบบไหนในการเข้ามาเรียกส่วนต่างของกำไรเพิ่มขึ้น
5 เครื่องมือที่ทรงพลัง
ตลอด 20 ปีที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตขยายสาขาเข้ามาในบ้านเรา จะใช้กลยุทธ์ด้านราคา เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายของคนไทยให้เข้ามาใช้บริการจนเกิดความเคยชิน ทำให้สินค้าหลายๆ ตัวมีการตั้งราคาขายจนแทบจะไม่มีกำไร เพื่อสร้างความคุ้นเคยในเรื่องของราคา โดยหันไปสร้างกำไรจากเครื่องมือที่นำมาใช้ต่อรองกับซัพพลายเออร์แทน ไม่ว่าจะเป็นค่าแรกเข้า ค่าเป้าการขาย ค่าเทรดโปรโมชั่น หรือแม้กระทั่งค่ากระจายสินค้า ที่ในช่วงแรกอาจจะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงนัก เนื่องจากจำนวนสาขาและวอลุ่มการขายยังไม่มาก
แต่เมื่อจำนวนสาขา และวอลุ่มการขายมีจำนวนมากเป็นทวีคูนตามจำนวนสาขาใหม่ การเรียกเก็บกำไรส่วนต่างจากซัพพลายเออร์ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย การเรียกเก็บกำไรส่วนต่างเพิ่มขึ้นนี้ ไม่เว้นแม้แต่การรีลอนช์สินค้า หรือการปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ ที่จะต้องเสียค่าแรกเข้าหรือค่าเอนทรานซ์ ฟี ใหม่ เป็นเงินจำนวนมหาศาล นั่นคือเหตุผลว่าทำไม การลอนช์หรือรีลอนช์สินค้าใหม่ของซัพพลายเออร์บางรายจะเลือกทำโดยออกสินค้าในเอสเคยูไม่มากนัก ทดลองตลาดก่อนที่จะลอนช์แบบเต็มพอร์ต เพื่อเลี่ยงค่าใช้จ่ายในเรื่องของเอนทรานซ์ ฟี นั่นเอง
โดยปกติ เชนค้าปลีกข้ามชาติ มักจะมีเครื่องมือในการสร้างการต่อรองกับซัพพลายเออร์ที่คล้ายๆกัน อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด อาจจะสรุปเครื่องมือต่างๆ ได้ดังนี้
เครื่องมือแรก ค่าแรกเข้าหรือ Entrance fee ที่มีรูปแบบในการเรียกเก็บแตกต่างกันออกไป มีทั้งที่ใช้วิธีเรียกเก็บเป็น เอสเคยู ต่อปี หรือการเรียกเก็บเป็น เอสเคยู ต่อปีต่อสาขา ตัวเลขมากน้อยนั้นจะขึ้นกับจำนวนสาขาที่เปิดด้วย
เครื่องมือที่ 2 ค่า Re – Bate หรือเงินที่เรียกเก็บจากเป้ายอดขายที่ต้องทำให้ได้ตามที่ทางห้างตั้งไว้ จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มากน้อยแล้วแต่เพาเวอร์ของซัพพลายเออร์ด้วยว่ามีแค่ไหน ค่า Re Bate นี้ ปัจจุบันเชนไฮเปอร์มาร์เก็ตมีการนำลูกเล่นทางการตลาดมากมายมาใช้ ว่าจะเป็นการโปรโมชั่น หรือการเล่นเรื่องราคา เพื่อผลักดันการขายให้ได้ตามตัวเลขที่สามารถเรียกเก็บค่าฟีจากซัพพลายเออร์