Grab เปลี่ยนวิถีชีวิต
รายงาน ‘Moving SEA Forward’ เผยให้เห็นว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา Grab ช่วยแก้ปัญหาท้องถิ่นและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง
1. การเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย
ผู้โดยสารของ Grab สามารถประหยัดเวลาเดินทางไปได้โดยเฉลี่ยถึง 52% เมื่อเทียบกับการเดินทางผ่านขนส่งสาธารณะอื่นๆ ในพื้นที่ โดยผู้โดยสารในฟิลิปปินส์สามารถประหยัดเวลาเดินทางได้มากที่สุดถึง 70% ตามมาด้วยผู้โดยสารในอินโดนีเซีย 64%
2. เพิ่มรายได้ให้ผู้ขับขี่
ผู้ขับขี่พันธมิตรของ Grab มีรายได้ต่อชั่วโมงสูงกว่าค่าจ้างแรงงานทั่วไปโดยเฉลี่ยราว 1 ใน 3 (32%) ในทุกประเทศที่มีบริการของ Grab ผู้ขับขี่ Grab ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือผู้ขับขี่ในเวียดนาม (สูงกว่าค่าแรงทั่วไป 55%) มาเลเซีย (48%) และฟิลิปปินส์ (35%) ยิ่งไปกว่านั้น Grab ยังช่วยเปิดบัญชีธนาคารให้กับผู้ขับขี่ราว 2 ใน 3 หรือประมาณ 640,000 คน นับเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับบริการของธนาคารและบริการทางการเงินอื่นๆ เป็นครั้งแรก
ปัจจุบันผู้ขับขี่กว่า 930,000 คนหารายได้ผ่าน Grab เพื่อดูแลครอบครัว ซึ่งมีจำนวนผู้ขับขี่ในเครือข่ายสูงขึ้นราว 340% ทุกปีนับตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 โดยมีอัตราเติบโตสูงสุดที่ประเทศอินโดนีเซีย คือประมาณ 574% ต่อปี
3. เครือข่ายบริการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ
Grab เดินหน้าขยายขอบเขตการให้บริการด้านการขนส่งในรูปแบบใหม่ๆ ที่เน้นให้ผู้โดยสารเดินทางด้วยกันเป็นกลุ่ม อาทิ บริการในรูปแบบใช้รถร่วมกัน (Carpooling) เพื่อลดค่าโดยสารสำหรับการเดินทางแบบรวดเดียวถึงจุดหมายปลายทาง โดยบริการเหล่านี้ถือเป็นทางเลือกที่จะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษในเมืองใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ เช่น GrabShare และ GrabHitch ซึ่ง Grab ยังได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ 3.2 ล้านกิโลกรัมต่อปี
การเป็นสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในขั้นแรกถือว่ายากแล้ว แต่การที่จะต่อยอดแพล็ตฟอร์มของตัวเองให้ครอบคลุม ด้วยการพัฒนาบริการใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายกว่า สิ่งที่ Grab ทำคือพยายามขยาย Ecosystem ของตัวเองให้ครอบคลุมที่สุด ไม่ใช่แค่เพียงโฟกัสแค่ Transport Solution และ Payment Solution เพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังตองมองหาโอกาสทางธุรกิจที่จะขยับขยายออกไปได้อีกไม่มีวันจบ