3 ครึ่งปีแรกภาคค้าปลีกทรงตัวในเกือบทุกหมวดสินค้า ขณะเดียวกันก็ยังเป็นลักษณะกระจุกตัวที่เฉพาะในกรุงเทพและหัวเมืองหลักๆของการท่องเที่ยว ส่วนสาขาที่อยู่ในต่างจังหวัด การเติบโตของกำลังซื้อค่อนข้างอ่อนตัว เนื่องจากสัดส่วนสาขาในกรุงเทพปริมณฑลมีสัดส่วนเพียง 30% ในขณะที่สาขาส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัดถึง 70% ทำให้ดัชนีในไตรมาสที่สองโดยรวมทรงตัว สะท้อนให้เห็นว่า กำลังซื้อในต่างจังหวัด(ยกเว้นกรุงเทพและหัวเมืองหลักๆของการท่องเที่ยว) ยังไม่มากเท่าที่ควร โดยเฉพาะจังหวัดที่รายได้หลักมาจากภาคเกษตรกรรม ประกอบกับปีนี้ฤดูฝนมาก่อนกำหนดฤดูกาล ส่งผลให้ผลผลิตและราคาสินค้าภาคเกษตรครึ่งปีแรกจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
4 หมวดสินค้าคงทนถาวร (Durable Goods) หมวดสินค้านี้สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มหลักๆ
1) เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 3 A (Appliance เครื่องใช้, Air Condition เครื่องปรับอากาศ, Audio Television โทรทัศน์)
2) หมวดสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ 3C (Camera กล้อง , Computer คอมพิวเตอร์, Cellular Phone หรือ Smart Phon โทรศัพท์มือถือ)
3) หมวดสินค้าวัสดุก่อสร้าง
โดยภาพรวม ครึ่งปีแรกมีการเติบโตในอัตราค่อนข้างน้อย ร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับปี 2017 เติบโตที่ร้อยละ 2.0 หมวดอิเล็คทรอนิกส์ เช่น กล้องถ่ายภาพ และสมาร์ทโฟน ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 40% ของหมวดสินค้าคงทนทรงตัว ส่วนหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านนั้นทรงตัว เนื่องจากฤดูกาลที่ผันผวน ช่วงฤดูร้อนค่อนข้างสั้น และฤดูฝนก็เริ่มต้นเร็วกว่าปกติ ส่วนหมวดสินค้าวัสดุก่อสร้างค่อยๆฟื้นตัว จากการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง
5 หมวดสินค้ากึ่งคงทน Semi Durable Goods หมวดสินค้าประกอบด้วยสามกลุ่มใหญ่ คือ
1) กลุ่มสินค้าแฟชั่นสินค้าเครื่องสำอางและเครื่องหนัง
2) กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่เรียกว่า small domestic appliance
3) กลุ่มสินค้าอุปกรณ์และแฟชั่นกีฬา
5.1 กลุ่มสินค้า Small Domestic Appliance เป็นหมวดสินค้าที่มีการเติบโตที่ค่อนข้างชัดเจนจากเทศกาลช้อปปิ้งในช่วงต้นปีและจากโปรโมชั่น ส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้นซึ่งเติบโตถึงร้อยละ 7.5 เมื่อเทียบกับกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในหมวดสินค้าคงทนถาวรที่เติบโตแบบทรงตัว
5.2 กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอางเครื่องหนัง เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 10% ซึ่งปัจจัยหลักที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือ อัตราภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มสินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
5.3 กลุ่มสินค้าอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นกีฬา มีการเติบโตมากเมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอางเครื่องหนัง ด้วยอานิสงส์จากโปรแกรมฟุตบอลโลก ในช่วงมิถุนายน
6 หมวดสินค้าประเภทไม่คงทน - Non Durable Goods
หมวดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน ซึ่งแม้ว่าจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยนับจากปีที่แล้วต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรกของปีนี้แต่ก็ยังไม่ส่งผลต่อการเติบโตของภาคธุรกิจค้าปลีกเท่าที่ควร ทั้งนี้เป็นผลมาจากการผลักดันการใช้งบประมาณภาครัฐลงสู่ภูมิภาคและกลุ่มต่างจังหวัดยังมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ เม็ดเงินงบประมาณที่จะไหลลงสู่ประชาชนฐานรากของประเทศจึงยังไม่เข้าเป้าชัดเจน โดยยังคงกระจุกตัวในตัวเมืองใหญ่ การบริโภคในจังหวัดรองๆ ยังไม่ดีนัก แม้ว่าการกระตุ้นการบริโภคฐานรากผ่านนโยบายบัตรคนจน ทำให้ร้านค้าที่รับบัตรคนจนได้รับอนิสงค์อย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลกระทบแก่ร้านค้าที่ไม่ได้สิทธิรับบัตร ซึ่งดูเหมือนว่า เม็ดเงินก้อนนี้ไม่สามารถไปกระตุ้นตลาดให้ขยายตัวตามที่ภาครัฐคาดหวัง โดยรวมดัชนีการเติบโตในหมวดนี้ยังคงพยุงตัวไว้ได้ ร้อยละ 3.1 เท่ากับดัชนีการเติบโตในปี 2017
การคาดการณ์สถานการณ์ค้าปลีกครึ่งปีหลัง 2018
ครึ่งหลังของปี 2018 อุตสาหกรรมภาคค้าปลีก น่าจะยังทรงตัวในไตรมาสที่สาม และดีดตัวขึ้นไปในไตรมาสที่สี่ตามวัฎจักรของการจับจ่าย แม้ภาครัฐจะเร่งให้มีการประมูลโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ภายในปีนี้ แต่ผลจากการลงทุนนี้จะส่งผลมายังภาคค้าปลีกต้องใช้เวลา 6-8 เดือน หวังไว้ว่านโยบายและงบประมาณที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวไปยังจังหวัดรองๆไม่มาเติบโตกระจุกตัวในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมดัชนีค้าปลีกปี 2018 น่าจะดีกว่า ปี 2017 เล็กน้อย คาดว่า การเติบโตน่าจะอยู่ราว 3.3-3.5% แต่ก็ยังน้อยกว่า GDP ทั้งประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเติบโตราว 4.5%
ข้อเสนอแนะจากสมาคมผู้เค้าปลีกไทยต่อภาครัฐ 6 ข้อ มีดังนี้
- ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ แต่การเป็นจุดหมายของการจับจ่ายใช้สอยสินค้า (Shopping Destination) ยังไม่ใช่เหตุผลหลักที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกมาประเทศไทย สมาคมฯเสนอให้ภาครัฐผลักดันนโยบาย Duty Free City เพื่อให้ประเทศไทยเป็น Shopping Destination ของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง สร้างให้การช้อปปิ้งเป็นหนึ่งในแม่เหล็กสำคัญที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย
- เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามนโยบาย Shopping Tourism หรือนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงช้อปปิ้ง ภาครัฐจะต้องพิจารณาการเปิดเสรีร้านค้าปลอดภาษี โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนร้านค้าปลอดภาษีในเมืองให้มากขึ้น และการพิจารณาประมูลร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินตามประเภทกลุ่มสินค้า ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติในการซื้อ สินค้าและยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้มีการใช้จ่ายในประเทศให้มากมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆอาทิ โรงแรม ที่พัก สปา ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้าน จำหน่ายของที่ระลึก การคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ เป็นต้น
- ภาครัฐจะต้องเร่งรัดโครงการ Downtown VAT Refund For Tourist โดยเร็ว เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว รวมถึงอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวในการได้รับคืนภาษีทันทีเมื่อซื้อสินค้า และเมื่อนักท่องเที่ยวได้รับคืนเงินภาษี นักท่องเที่ยวก็สามารถนำเงินนั้นมาซื้อสินค้าและบริการด้วยเงินสด ซึ่งหมายความว่าเงินนั้นจะถึงผู้ประกอบการรายเล็ก ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก มีโอกาสได้ประโยชน์จากเงินคืนภาษีของชาวต่างชาติมากขึ้น อีกทั้งเป็นการช่วยลดภาระของกรมสรรพากรในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยว
- รัฐต้องสร้างกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจในแนวทางใหม่และหามาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพภายใต้สังคมการบริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เม็ดเงินในการจับจ่ายสู่ภูมิภาคและจังหวัดรอง
- ในด้านการค้าชายแดน ภาครัฐต้องผลักดันและอำนวยความสะดวกทางการค้าให้ภาคค้าปลีก ค้าส่งสามารถขยายสาขาในบริเวณพรมแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นฐานในการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค และ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เดินทางมาท่องเที่ยวและจับจ่ายในประเทศไทย
- ปัจจุบันกลุ่มค้าปลีกมีความต้องการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพนักงานรายชั่วโมงที่ไม่สามารถจ้างได้เพียงพอ และในขณะเดียวกันยังมีกลุ่มที่ขาดรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มบุคคลหลังเกษียณ ที่ไม่มีรายได้แต่ยังมีภาระเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา 8 ชั่วโมง จึงเหมาะสมที่จะจ้างกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นรายชั่วโมง ภาครัฐจะต้องกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนผลักดันให้มีการออกกฎระเบียบประกาศค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมง เพื่อให้สามารถจ้างงานบุคคลกลุ่มดังกล่าวได้