กระแสวิสัยทัศน์และบทบาททางการเงินที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากนี้หน้าที่ผู้ช่วยในการขับเคลื่อนองค์กร จะไม่ได้ตกอยู่ที่ผู้อำนวยการสายการเงินหรือซีเอฟโอ (CFO) แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป ผู้นำด้านการเงินทุกคน ต่างจำเป็นที่จะต้องผันตัวเองให้มาเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรม คาดการณ์ความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมกับกำหนดรูปแบบในอนาคต
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นซีเอฟโอที่กำลังวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า พร้อมกับฟังพ็อดคาสท์สุดโปรด แต่ทันใดนั้น คุณก็ได้รับการแจ้งเตือนเร่งด่วนเกี่ยวกับการประมูลแข่งขันราคา (Competing Bid) ในนาทีสุดท้าย ซึ่งอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของบริษัทคุณในวันนี้ได้ทันที ทำให้คุณต้องหยุดวิ่ง และสมองเริ่มคิดคำถามต่างๆ นานา เราจะเพิ่มเงินประมูลได้หรือไม่ และควรเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และจะคุ้มกับข้อตกลงไหม
จะดีแค่ไหน หากแมชชีน เลิร์นนิ่ง ระบบการตอบโต้ด้วยเสียง ระบบออโตเมชั่นอัจฉริยะ และโปรแกรมอื่นๆ สามารถทำงานควบคู่กับระบบทางด้านการเงิน และส่งมอบคำตอบที่คุณต้องการได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ให้คุณสามารถจัดการเรื่องสำคัญต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที
กว่าที่คุณจะขึ้นมาเป็นซีเอฟโอระดับนี้ คุณจะต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้ได้เสียก่อน จริงอยู่ที่เทคโนโลยีที่คุณใช้งานอยู่ในทุกวันนี้ กำลังสนับสนุนธุรกิจของคุณอย่างดีเยี่ยม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีเทคโนโลยีและ Use Case ใหม่ๆ เกิดขึ้นจนเกินความสามารถที่ระบบ ERP แบบดั้งเดิมจะรับมือไหว
วิกฤตในการบริหารจัดการข้อมูล
ในปัจจุบัน ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ที่ขับเคลื่อนด้วยแมชชีน เลิร์นนิ่ง สามารถจัดการงานรายวันได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้ทีมงานของคุณสามารถมุ่งความสนใจไปยังการกำหนดทิศทางธุรกิจ แทนที่จะต้องมาจัดการกับรายงานการประชุมและรายงานต่างๆ เมื่อบริษัททั้งหลายรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลทั้งจากภายในและภายนอก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินมักจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน และเชื่อมต่อข้อมูลในอดีตและข้อมูลคาดการณ์เชิงลึกเพื่อกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายของบริษัท
แอพพลิเคชั่นคลาวด์ ERP ที่มาพร้อมความสามารถทางด้านแมชชีน เลิร์นนิ่ง เป็นแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านระบบการเงินที่สำคัญยิ่ง เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวไม่เพียงแต่จะลดภาระงานที่ต้องใช้แรงกายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเรียนรู้ระหว่างการทำงาน และสรรหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การทำงานได้ ในขณะเดียวกัน ตัวแอพพลิเคชั่นเองก็จะฟีดคำถามในเชิง “ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น...” ผ่านทางแชทบอท แดชบอร์ดรายงานเนื้อหา และอุปกรณ์มากมาย ผ่านการควบคุมทุกอย่างได้ด้วยปลายนิ้ว
ก้าวที่เหนือกว่าการเปลี่ยนแปลง
ความเสี่ยงมักจะตกอยู่กับองค์กรที่ยังคงใช้ระบบการทำงานแบบดั้งเดิม โดยหลงลืมไปว่า ความไม่แน่นอนนั้นได้กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ทางที่ดีคือการเตรียมความพร้อม รับมือกับการเปลี่ยนแปลงเสียตั้งแต่เนิ่นๆ แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงให้รวดเร็วก็ยังไม่เพียงพอ องค์กรที่ได้เปรียบทางการแข่งขันจะต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ ที่สามารถบอกพวกเขาได้ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเข้ามากระทบกับธุรกิจขององค์กรได้อย่างไร
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือธุรกิจที่มีความคล่องตัวเกือบครึ่ง (49%) ได้ทำการปฏิวัติโมเดลธุรกิจของตนไปเรียบร้อยแล้ว เราได้เห็นหลายองค์กรปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น
- การเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานที่มีเป้าหมายเดียว ไปเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย และเกิดขึ้นพร้อมกันได้
- เปลี่ยนการบริการจัดการงานที่ต้องใช้แรงงาน มาเป็นการใช้ระบบอัตโนมัติจัดการกับภารกิจรายวันที่ซ้ำเดิม ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสายการเงินสามารถนำเวลาอันมีค่าไปมุ่งสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมองค์กรในเชิงกลยุทธ์ได้
- เปลี่ยนจากการคัดลอกโมเดลที่มีความคล่องตัว ไปเป็นการสร้างระบบธุรกิจที่คล่องตัว สามารถคาดการณ์และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้
- เปลี่ยนจากการจัดเก็บข้อมูล ไปเป็นการสร้างและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกกับหัวหน้าของฝ่ายต่างๆ ในองค์กร
- เปลี่ยนจากโซลูชั่นทางเทคโนโลยีแบบไซโลที่ไม่ยืดหยุ่น ให้เป็นระบบคลาวด์ที่อัพเดต เชื่อมโยงกัน ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุน และทำให้บริหารจัดการง่ายขึ้นกว่าเดิม
ลองนึกถึงระบบดั้งเดิมที่พยากรณ์ยอดขาย 12 เดือน โดยไม่ได้มีการประเมินที่สำคัญ แอพพลิเคชั่น คลาวด์อัจฉริยะจะช่วยให้ธุรกิจสามารถอัพเดตข้อมูลคาดการณ์ต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ ใช้ข้อมูลเชิงลึกตามบริบทเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรายวันไปในทางที่ชาญฉลาดขึ้น นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เราเห็นการฟื้นฟูแนวปฏิบัติต่างๆ เช่น การตั้งงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) ที่มีการฝังระบบรีวิวและการปรับปรุงใหม่ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนด้านสินทรัพย์และการบริหารจัดการ โดยใช้ข้อมูลปัจจุบันเป็นแหล่งอ้างอิง
ระดมพลทีมงานสายการเงิน เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
ในอดีต การอัพเกรดระบบ ERP มักมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้ระยะเวลานานในการดำเนินการ นั่นหมายความว่า องค์กรจะพร้อมใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ที่ได้รับการอัพเกรดในทุกๆ 2-5 ปี (หรือมากกว่านั้น) แต่สำหรับระบบคลาวด์ ปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป