นาวาโท ปริญญา รักวาทิน นายกสมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า “ในมุมมองของคนภายนอก อาจจะมองว่าไอคอนสยามคือโครงการยักษ์ริมน้ำแค่นั้น แต่สำหรับสมาคมฯ เรามองว่า ไอคอนสยามคือโครงการที่แปลกใหม่ และยิ่งใหญ่ที่สุดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีองค์ประกอบหลากหลายที่จะดึงดูดผู้คนมากมายให้เดินทางมาที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ช้อปปิ้ง พื้นที่ค้าขายสินค้าท้องถิ่นของไทยจากต้นตำรับตัวจริง ลานแสดงน้ำพุแสงสีเสียง Auditorium ขนาดใหญ่ รองรับการแสดงหรืองานประชุมสัมมนาระดับโลก ซึ่งเรามองว่าไอคอนสยามจะเป็นโอกาสที่ก่อให้เกิดการเชื่อมโยง Old Town เข้ากับ New Town และเดินต่อไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน”
สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยาคือ เรือด่วน เรือลากจูง เรือท่องเที่ยว ภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรม ซึ่งเมื่อรวมทุกแห่งพบว่าสมาชิกของสมาคมสามารถทำรายได้ให้ประเทศได้ถึงปีละ 3 แสนล้านบาท
“การมาของไอคอนสยามทำให้ผู้ประกอบการตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตื่นตัวกันอย่างมาก ซึ่งเราคาดว่าจะมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นอีกมากมาย นอกเหนือจากคอนโดมิเนียมใหม่ๆ อาจจะมีโรงแรมใหม่ ร้านค้าใหม่ และธุรกิจบริการใหม่ๆ นอกจากนั้นเรื่องการท่องเที่ยวก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งแต่เดิมนักท่องเที่ยวมากรุงเทพฯ จะต้องไปเยี่ยมชม วัดอรุณ วัดโพธิ์ เกาะรัตนโกสินทร์ ปากคลองตลาด ถนนข้าวสาร ซึ่งเราจะเรียกว่า Old Town หลังจากนั้นจะไปช้อปปิ้งในเมือง เช่น ย่านสยาม แต่เมื่อไอคอนสยามเปิดให้บริการ ไอคอนสยามจะถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน เพราะเดินทางไม่ไกลจากที่ท่องเที่ยว Old Town และไอคอนสยามก็มีครบทุกอย่างทั้งช้อปปิ้ง กิน ดื่ม แบบ New Town และกิจกรรมอีกมากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถดื่มด่ำกับบรรยายกาศริมน้ำได้ทั้งวัน เช่นเดียวกับธุรกิจ MICE ซึ่งที่ผ่านมาหากต้องการบรรยากาศริมน้ำ หอประชุมกองทัพเรือคือตัวเลือกหลัก แต่เมื่อมีไอคอนสยามก็จะเป็นการเพิ่มทางเลือก และส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะเมืองที่พร้อมสำหรับการจัดประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก” น.ท.ปริญญา กล่าว
ในส่วนของการเดินทาง จะเห็นได้ว่าเมื่อโครงการรถไฟฟ้าที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีสถานีที่อยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามากมาย อาทิ สถานีตากสิน (สายสีเขียว สนามกีฬา-บางหว้า) สถานีสะพานพระนั่งเกล้า (สายสีม่วง เตาปูน-บางใหญ่) สถานีบางโพ (สายสีน้ำเงิน เตาปูน-ท่าพระ) สถานีสนามไชย (สายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางแค) สถานีสะพานพระราม 6 (สายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน) และ สถานีศิริราช (สายสีส้ม ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม) ทั้งหมดนี้ จะเปิดโอกาสให้คนที่อาศัยอยู่ในโซนต่างๆ ทั้งสุขุมวิท พหลโยธิน แจ้งวัฒนะ หรือราชพฤกษ์ สามารถเข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ง่ายขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้คนสนใจมาทำกิจกรรมริมน้ำมากขึ้นด้วย ซึ่ง น.ท.ปริญญา มองว่าการเดินทางทางน้ำจะทวีความสำคัญ และเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของระบบการขนส่งทางน้ำของประเทศไทย
“เรือโดยสารที่ปัจจุบันเป็นเรือไม้ จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นเรือที่ทำจากวัสดุที่แข็งแรงขึ้น จะมีเรือใหม่ๆ เข้ามาแล่นให้บริการเชื่อมต่อระหว่างสถานีรถไฟฟ้า โรงแรม และไอคอนสยาม เราจะได้เห็นเรือคาตามารัน และเรือยอช์ท ให้บริการแถบสองฝั่งเจ้าพระยา เคียงคู่ไปกับเรือหางยาว และเรือท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม ซึ่งจะกลายเป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ที่นักท่องเที่ยวต้องการมาชม เช่นเดียวกับท่าเรือและส่วนพักคอยของผู้โดยสารจะถูกปรับโฉมให้มีความทันสมัย และปลอดภัยยิ่งขึ้น” น.ท.ปริญญา กล่าว
จากตัวเลขผู้โดยสารเฉพาะท่าเรือสาทรแห่งเดียว ปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการเฉลี่ย 3 หมื่นคนต่อวัน สมาคมฯ ประเมินว่าเมื่อไอคอนสยามเปิดดำเนินการ ท่าเรือสาทรจะมีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น เป็นวันละประมาณ 100,000 คน ซึ่งนี่คือความท้าทายของกรมเจ้าท่า และรวมถึงไอคอนสยามในการบริหารจัดการการจราจรทางน้ำบริเวณหน้าโครงการ ที่จะต้องมีการวางระบบ ซักซ้อม พร้อมกับนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการกำหนดการเข้าเทียบท่า และการออกจากท่าของเรือประเภทต่างๆ และนี่จะเป็นต้นแบบของท่าเรือใหม่ที่ทันสมัยที่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก