มร. ฌอง-พอล แอกง ประธานและเจ้าหน้าที่บริหารของลอรีอัล กล่าวว่า “ตลาดความงามยังคงคึกคักต่อเนื่องและมีการยกระดับเข้าสู่ตลาดพรีเมี่ยมมากขึ้น การเติบโตในระดับเลขสองหลักของแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอางและแผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง มีปัจจัยสำคัญมาจากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม และความความเข้มแข็งของแบรนด์ นอกจากนี้ การเติบโตของรายได้จากช่องทางอีคอมเมิร์ซยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมากถึง 36.4% โดยนับเป็น 9.5% ของรายได้รวม ในช่องทางค้าปลีกสินค้าปลอดภาษีนั้น ลอรีอัลเติบโตขึ้นถึง 27.3% ด้วยอัตราการเติบโตในครึ่งปีแรก ในปีนี้ บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถมีอัตราเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมได้สำเร็จ”
นอกจากนั้น ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ลอรีอัล ได้มีรุกการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วยการประกาศซื้อกิจการและบรรลุข้อตกลงลิขสิทธิ์หลากหลายแบรนด์ ได้แก่ซื้อกิจการบริษัทเครื่องสำอางเกาหลี สไตล์นันดะ แบรนด์ 3CEซื้อกิจการแบรนด์พัลพ์ไรออท (Pulp Riot) ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมมืออาชีพจากอเมริกาและ บรรลุข้อตกลงลิขสิทธิ์กับวาเลนติโน ในส่วนผลิตภัณฑ์น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ลอรีอัล ยังได้ประกาศโครงการเข้าซื้อกิจการสถานีน้ำแร่โซไซเท เด เธิร์มส์ เดอ ลาโรช-โพเซย์(Société des Thermes de La Roche-Posay) ซึ่งเป็นสถานีน้ำแร่แห่งแรกในยุโรปที่ก่อตั้งในปี 1921 เพื่อรักษาและบรรเทาอาการโรคผิวหนัง อาทิ โรคผิวหนังอักเสบผื่นแพ้โรคสะเก็ดเงิน แผลไฟไหม้ อาการข้างเคียงของผิวหนังจากการรักษามะเร็ง ด้วยคุณสมบัติของน้ำแร่ลาโรช-โพเซย์และได้ทำการซื้อกิจการบริษัทโลโกโคส นาทัวคอสเมติค เอจี(Logocos Naturkosmetik AG)ประเทศเยอรมนี ที่เป็นแนวหน้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติจากฟาร์มออแกนิก ซึ่งทุกแบรนด์เป็นวีแกนโดยมีแบรนด์อาทิโลโกนา(Logona) และ ซานเธ(Sante) ลอรีอัลมีแผนที่จะนำแบรนด์ดังกล่าวจัดจำหน่ายในต่างประเทศด้วย