4 เหตุผล
ทำไมถึงต้อง “ลักชัวรี่ เอาท์เลต มอลล์”
ลักชัวรี่ พรีเมียม เอาท์เลต มอลล์ ไม่ใช่เป็นแขกหน้าใหม่ของบ้านเรา เพราะในมุมของทั้งผู้ประกอบการ และตัวนักช้อปปิ้ง ต่างก็มีประสบการณ์ในการช้อปปิ้งกับศูนย์การค้าแนวนี้มาแล้ว จากการเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ เพราะเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลก ต่างก็มีลักชัวรี่ พรีเมียม เอาท์เลต มอลล์ แทบทั้งสิ้น
แต่สำหรับบ้านเรา ก่อนหน้านั้น ยังไม่มีใครลงทุนทำอย่างจริงจัง เมื่อลักชัวรี่ พรีเมียม เอาท์เลต มอลล์ มีเทรนด์การเติบโตที่ดีในทั่วโลก ทำให้ค้าปลีกเซ็กเม้นต์นี้กลายเป็นที่สนใจ เราลองมาดูกันว่า ทำไม ลักชัวรี่ พรีเมียม เอาท์เลต มอลล์ จึงเป็นเซ็กเม้นต์ค้าปลีกที่ถูกจับตามองมากสุดในบ้านเรา
1.ลักชัวรี่ พรีเมียม เอาท์เลต มอลล์ กลายเป็นโอกาสทางการตลาดครั้งใหม่ของคนทำศูนย์การค้า เพราะเมื่อมองเข้ามาที่แนวโน้มของตลาดแล้วจะพบว่า ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 35 ล้านคน เดินทางมาท่องเที่ยวและมองหาสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสมคุ้มค่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นตัวสนับสนุนชั้นดี
2.การเพิ่มขึ้นของกลุ่มนักช้อปปิ้งที่เป็น Young Affluent ซึ่งนักช้อปกลุ่มนี้เป็นคนรุ่นใหม่ อายุ 25 - 40 ปี ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และมีรายได้สูง แม้คนกลุ่มนี้จะติดแบรนด์ แต่ก็ช้อปปิ้งอย่างชาญฉลาด คือหากสามารถจ่ายในราคาไม่สูงนักเพื่อแลกกับแบรนด์ดีๆ ก็พร้อมจะควักเงิน ซึ่งตรงกับแนวทางของการนำเสนอสินค้าในลักชัวรี่ พรีเมียม เอาท์เลต ที่มีสินค้าลักชัวรี่แบรนด์หลากหลาย เป็นสินค้าที่ไม่ใช่รุ่นที่เปิดตัวใหม่ นำมาลดราคา 35 – 70% ทำให้ศูนย์การค้าในแนวนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้ากลุ่ม Young Affluent
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) นิยามให้ฟังถึง Young Affluent ว่า ลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นคนที่ High Brand Conscious และต้องการตอบสนอง และให้รางวัลตัวเอง (Self-Rewarding) โดยการเติบโตของลูกค้ากลุ่มนี้ มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งพวกนี้มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ให้รางวัลกับตัวเอง ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกถือเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของพวกเขา
“คนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นนักช้อปที่ช่วยผลักดันให้สินค้าแบรนด์เนมมีการเติบโตที่ดีมาตลอด หากมองกลุ่ม Young Affluent โดยมองเปรียบเทียบจากฐานข้อมูล The1 Card ของเราแล้ว จะพบว่ามีลูกค้าในกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% หรือกว่า 2 ล้านคน มีรายได้อยู่ในระดับ B+ ขึ้นไป หรือประมาณมากกว่า 50,000 บาท ต่อเดือน มีอาชีพที่หลากหลาย อาทิ นักธุรกิจ หมอ พนักงานบริษัท วิศวกร นักกฎหมาย นักการเงิน เป็นต้น และมีพฤติกรรมการช้อปปิ้งเฉลี่ยแล้วอาทิตย์ละครั้ง”