Q: คนส่วนมากบอกว่า “สตาร์ทอัพเกิดยาก” คิดอย่างไรกับคำๆ นี้?
A: ด้วยความที่ QueQ เป็นการโตแบบ Startup ซึ่งมีแนวทางที่แน่นอนเพราะมันคือการทำของที่อาจไม่เคยมีมาก่อนในโลก มันยากตรงที่ว่าเราจะเริ่มด้วยอะไร ตอนแรกมันเป็นโปรเจ็กต์ทดลอง พอเราทำ ลูกค้ารายแรกก็ตั้งคำถามเลยว่า “ทำขึ้นมาทำไม?” “เรามี Value มากพอรึเปล่า?” นี่คือความท้าทายในการที่จะทดสอบสมมุติฐานของเราให้ลูกค้าเชื่อ ให้คนใช้รู้สึกว่าแอพฯ นี้มันตอบโจทย์ปัญหาพวกนี้ได้แค่ไหน ถึงทำได้แต่หากไม่มีใครสนับสนุน มันก็อาจเป็นเพียงเทคโนโลยีเฉยๆ
Startup ทุกรายต้องเจอสถานการณ์ที่ต้องพิสูจน์ความเชื่อตัวเองให้ได้ว่า สิ่งที่คิดมันแก้ปัญหาได้ และจะมีคนใช้จริงๆ ถ้าพิสูจน์ได้ ทำได้ แล้วมีคนใช้ ธุรกิจนี้ก็เกิดได้
Q: What’s Next?
A: เราเริ่มต้นจากการเป็น SMEs เป็น Software House คนทำงานเลยเยอะ ซึ่งปกติ Startup จะเริ่มจากคน 2-3 คน และทุนน้อย สิ่งแรกที่ Startup ควรทำคือ ตลาดที่ทำต้องมีผู้ใช้มากพอ สิ่งที่ QueQ ทำคือ จับตลาด Restaurant ที่อยู่แนวหน้าเฉพาะในกรุงเทพฯ นี่คือตลาดแรกที่เราต้องเจาะให้ได้ แล้วจึงขยับไปทำตลาดอื่นที่ใหญ่ขึ้น ตอนนี้ QueQ ก็เริ่มขยับไปทำ ในส่วนของโรงพยาบาลที่มีปัญหาเยอะสุด เราเลยมองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่อง Queuing แต่มันคือการจะทำยังไงให้คนไม่ต้องเสียเวลาในการเข้าคิว ช่วยให้คนบริหารจัดการเวลาได้โดยไม่ต้องไปเสียเวลาในการรอเฉยๆ
“ตอนนี้เราคงได้ยินคำว่า Startup กันจนเอียนแล้ว ซึ่งความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่ ถ้ารัฐไม่หันมามอง Startup สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ Startup เมืองนอกมีการเติบโตและทุนหนากว่าเรามาก เช่น Facebook เมื่อก่อนก็เป็น Startup เล็กๆ แต่ตอนนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ชีวิตประจำวัน และเศรษฐกิจ เพราะโฆษณาไหลไปที่ Facebook หมด ด้วยมูลค่าหลายพันล้านต่อปี แต่จ่ายภาษีในประเทศไทยแค่แสนกว่าบาท ซึ่งนี่คือความน่ากลัว”
“ทั้ง Grab Taxi Uber ก็ต่างเป็น Startup เมืองนอกที่ย้ายมาครองและยึดตลาดในไทย ทำให้ธุรกิจไทยรุ่นเก่าๆ สู้ไม่ได้ มันคล้ายการล่าอาณานิคม ในรูปแบบเทคโนโลยี เราและรัฐอยู่เฉยไม่ได้ ซึ่งความเสี่ยงในการทำ Startup สูงมาก ในช่วงแรกๆ ทุกคนต้องยอมขาดทุน แต่ถ้ามันไปได้จุดหนึ่งก็จะเติบโตไวกว่า SMEs หลายเท่า”
“Startup ไทยไม่ได้สู้เมืองนอกไม่ได้ แต่แค่คนไทยไม่ใช้ ไม่สนับสนุนกันเองแล้วมันจะพัฒนาขึ้นได้ยังไง จะเติบโตไปนอกประเทศได้ยังไง?”
ภาพ ธนคร้าม ศรีเมือง