มร. ไรอัน ติง กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ของหัวเว่ย
กล่าวสุนทรพจน์ในงานอัลตร้า-บรอดแบนด์ ฟอรั่ม ครั้งที่ 5
ในงานอัลตร้า-บรอดแบนด์ ฟอรั่ม ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเจนีวาประเทศสวิตเซอร์แลนด์มร. ไรอัน ติง กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม ของหัวเว่ย กล่าวในสุนทรพจน์ว่า "อุตสาหกรรมอัลตร้าบรอดแบนด์ทั่วโลกกำลังเฟื่องฟูจากการที่บริการรูปแบบใหม่ ๆ อาทิ วิดีโอความละเอียดระดับ Ultra-HD, อินเตอร์แอคทีฟเกมและ Cloud VR กำลังขับเคลื่อนให้เครือข่ายบรอดแบนด์ต้องมีการพัฒนาและอัพเกรด ทำให้มีความต้องการใหม่ๆ ทั้งในด้านแบนด์วิธ ความเร็ว และประสบการณ์บริการแบบใหม่”
ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและพันธมิตรในอุตสาหกรรมระดับโลกในการสำรวจและสร้างระบบนิเวศสำหรับบรอดแบนด์ระดับพรีเมี่ยม(Premium Broadband)พวกเขาได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายอย่างในด้านการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนตามประสบการณ์ของผู้ใช้ และการใช้งานเครือข่ายที่มุ่งเน้นคุณค่า โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานบรอดแบนด์และสร้างการเติบโตได้มากขึ้น
“หลังจากที่ได้สำรวจและทดลองดำเนินการมาเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม บรอดแบนด์ระดับพรีเมี่ยมก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากอุตสาหกรรมอัลตร้าบรอดแบนด์ทั่วโลก" มร.ติง กล่าว "ระบบนิเวศเทคโนโลยี ประสบการณ์การใช้งานเครือข่าย และประสิทธิภาพของO&M เป็นปัจจัยหลักสามประการที่ทำให้โอเปอเรเตอร์ประสบความสำเร็จในตลาดบรอดแบนด์ระดับพรีเมี่ยม"อันประกอบไปด้วย
ระบบนิเวศที่มุ่งเน้นบริการวิดีโอและโฮมเซอร์วิส เพื่อขยายขอบเขตธุรกิจของบรอดแบนด์ –โอเปอเรเตอร์ต้องสร้างแพลตฟอร์มเปิดสำหรับรวบรวมคอนเทนท์วิดีโอทั้งหมดเข้าด้วยกันนวัตกรรมที่คู่ค้าในอุตสาหกรรมทำงานประสานกันจะทำให้การพัฒนารูปแบบธุรกิจด้านวิดีโอเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วปัจจุบันหัวเว่ยได้รวบรวมผู้ให้บริการคอนเทนท์เกือบ200 รายและช่วยโอเปอเรเตอร์กว่า100 รายในการให้บริการคอนเทนท์คุณภาพสูงและพัฒนาประสบการณ์ด้านวิดีโอของพวกเขาให้ดีขึ้นแพลตฟอร์มวิดีโอแบบผสมผสานของหัวเว่ยรองรับวิดีโอทั้งแบบประจำที่(Fixed)และบนมือถือรวมไปถึงวิดีโอในอุตสาหกรรมนอกจากนี้ หัวเว่ยก็กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นโฮมเซอร์วิสเพื่อให้มีความหลากหลายกำหนดมาตรฐานการใช้งานเครือข่ายWi-Fi ภายในบ้าน รวมถึงO&M และสร้างระบบนิเวศของสมาร์ทโฮมแบบเปิด ซึ่งจะผลักดันให้ขอบเขตธุรกิจบรอดแบนด์ขยายไปได้มากยิ่งขึ้น
ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อลดความเชื่อมโยงระหว่างOPEX กับการเติบโตของขนาดเครือข่ายและปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานให้ดีขึ้น–ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX)ของโอเปอเรเตอร์ยังคงสูงต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้โอเปอเรเตอร์ต้องลดการลงทุนด้านนวัตกรรมการบริการการนำเทคโนโลยีAI มาใช้จะทำให้โอเปอเรเตอร์สามารถที่จะบริหารO&Mได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพด้าน O&M, ด้านพลังงานและการใช้ทรัพยากรดีขึ้น รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อีกด้วยเทคโนโลยี AI ยังทำให้สามารถคาดการณ์O&M และเพิ่มศักยภาพการใช้งานทรัพยากร (optimization)ได้ดี ช่วยให้โอเปอเรเตอร์สามารถแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของเครือข่ายก่อนที่จะมีการร้องเรียนจากผู้ใช้และปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ปลายทางได้ในที่สุด
ใช้นวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรมเพื่อหยุดความเชื่อมโยงระหว่างCAPEX กับการเติบโตของการรับส่งข้อมูล: สถาปัตยกรรมเครือข่ายที่เรียบง่ายช่วยให้การจัดหาบริการทำได้รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นตามกฎของมัวร์ ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเครือข่ายใยแก้ว เครือข่ายIP และการเข้าถึงบรอดแบนด์ จะผลักดันให้เกิดการวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องและเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่าย
“วงจรพรีเมี่ยมบรอดแบนด์สามารถสร้างขึ้นได้จาก3 ขั้นตอนหลักๆ" มร. ติงกล่าว "ขั้นตอนแรกคือ อุตสาหกรรมควรสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีเพื่อขยายขอบเขตธุรกิจบรอดแบนด์ ขั้นตอนที่สองควรนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อลดOPEX ของโอเปอเรเตอร์และขั้นตอนที่สามคือ โอเปอเรเตอร์ต้องตอบสนองต่อความต้องการบริการที่เพิ่มมากขึ้นผ่านทางนวัตกรรมสถาปัตยกรรมเครือข่ายและกฎของมัวร์"
ในอนาคตข้างหน้าหัวเว่ยจะทำงานร่วมกับโอเปอเรเตอร์ทั่วโลกเพื่อสำรวจและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆสำหรับพรีเมี่ยมบรอดแบนด์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ เพื่อนำโลกอัจฉริยะมาอยู่รอบตัวเรา