"กระทั่งการมาของดิจิตอล อีกเวอร์ชั่นหนึ่งทำให้ Media Landscape อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีนี้ อย่าลืมว่าเราเริ่มพูดตั้งแต่ปี 2009 เราเริ่มทำจริงจังปี 2011-2012 เราได้เป็น Agency of The Year เรานำเอาเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Location-based Service มาใช้กับแคมเปญ Flying Book ของแอมเวย์ เมื่อหลายปีแล้ว ตอนนี้เพิ่งมีคนพูดเรื่อง AR นี้อย่างจริงจังในญี่ปุ่น ในไทยยังไม่พูดอย่างจริงจังเท่าไหร่"
ทางกลุ่มโอกิลวี่เองถือเป็นเอเยนซีที่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ปี 2013 โอกิลวี่มีการเปิดยูนิต Social@Ogilvy ขึ้นมาใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้งานของลูกค้าสมบูรณ์ที่สุด
"ช่วงเวลานั้นงานของเราจะไม่ทำงาน Traditional โดยไม่มี Social ใครตามงานเราจะพบว่า เราเป็น Traditional Agency ที่งานเราใหม่ คนจะรู้สึกอย่างนั้น เพราะว่าเราเซตอัพตัวเองเพื่อที่จะให้มีอะไรใหม่ๆ ไปนำเสนอลูกค้า เพราะเราคาดการณ์มานานแล้วว่า สื่อดั้งเดิมจะตก แล้วมันก็มาจริงๆ แต่ที่บอกว่า Traditional ตกนี่ไม่ได้หมายความว่าเงินหาย ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีเงินที่จะทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ พอมีเงินที่จำกัดเลยเป็นการโยกเงินจาก Above ไป Digital เพราะลูกค้าต้องการ ส่วนหนึ่งเพราะ Media Landscape เปลี่ยนไปมาก ในขณะที่ความรู้ของคนส่วนใหญ่ตามไม่ทัน
ถ้าจะถามว่า เราเริ่มคิดเรื่อง Interactive เมื่อไหร่ เรามี Interactive Unit ตั้งแต่ปี 2000 แต่ช่วงนั้นยังไม่หวือหวา อาจจะเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีมาก่อนพฤติกรรมคน แต่ว่าตอนนี้พฤติกรรมของคนพัวพันกับเทคโนโลยีอย่างจริงจัง คอนซูเมอร์เป็นคนเปลี่ยนวิธีที่เราต้องทำการสื่อสาร อันนี้คือ ที่เห็นชัดเจน"
ประธานกลุ่มบริษัทโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย กล่าวย้ำว่างานสื่อสารหัวใจหลักอยู่ที่ไอเดีย ถ้ามีไอเดียจะใส่เข้าไปแพลตฟอร์มไหนก็ได้ และสิ่งที่อยากให้ทุกคนมอง คือ Customer Journey ที่นักการตลาดและนักโฆษณาจำเป็นต้องรู้เส้นทางของผู้บริโภค เพราะในอนาคต Customer Journey จะสำคัญมาก
"Customer Journey กับ Data คือเรื่องเดียวกัน เหมือนที่ Facebook ชอบประมวลรูปเราเป็นธีมต่างๆ จาก Data ของคนใช้งาน วันนี้เรารู้ว่า Content ตอนนี้มีการจัดกลุ่มตามพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะฉะนั้นการค้นหา Journey เราต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น 1.วิธีคิด 2. Tools ที่เราเอามาใช้ 3.การอบรมให้พนักงานใช้ Tools ของเราให้เข้าใจ และสุดท้ายคือ ต้องทำขึ้นมาจริงๆ ว่าสร้างเคสบน Tools ไหน อย่างที่โอกิลวี่เราทำเรื่อง 360 Degree Brand Stewardship พอปี 2011 ที่เราเน้นดิจิตอลจริงๆ เราใช้ Tools ชื่อว่า Fusion กับ The Big IdeaL
Fusion ช่วยทำให้เราไม่ได้มองแบรนด์แบบ Integrated เดิมๆ เพราะมีส่วนเรียกว่า Customer Journey ซึ่งวิธีจับมีถึง 5 ขั้นตอน เครื่องมือนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าผู้บริโภคแต่ละคนจะทำอย่างไร อะไรคือแรงกระตุ้น เช่น ถ้าหิวแล้วอยากทำอะไร สั่งอาหารต้องรอ 30 นาที เขาจะรออาหารอย่างไร อาหารจะยังคงร้อนไหม เขาจะชอบไหม จะสั่งซ้ำไหม หรือว่าจะเอาเราไปว่าใน Facebook หรือไม่"
ปัจจุบันโอกิลวี่มีการนำเอา Tools ที่ชื่อว่า D.A.V.E. เข้ามาเสริมทัพในการทำงาน
ต้นปีที่ผ่านมา ผลงานโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลของโอกิลวี่ได้รับรางวัล YouTube Ads Leaderboard จาก YouTube ถึง 3 รางวัล จากจำนวนรางวัลทั้งสิ้น 10 รางวัล จาก 3 แคมเปญ คือ 1.ทุกคำมีความหมาย” (ซีพี) 2. เหตุผล: The Reason (ไทยประกันชีวิต) 3. หรือฉันเป็นแม่ที่แย่ที่สุด? (ไมโล)
พรรณี กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้โอกิลวี่ประสบความสำเร็จมาตลอด ก็คือ Ambition ที่องค์กรมีทั้งเน็ตเวิร์ค และประเทศไทย กับอีกเรื่อง คือ การวางแผนองค์กรที่ดี
"หนึ่ง เราบอกตัวเองเสมอว่า เราอยากเป็นดาว สอง คือเรามีการวางแผนธุรกิจที่ดี ทุก 5 ปี เราต้องทำแพลนใหญ่ 1 ครั้ง ซึ่งแผนงานล่าสุดเราขยับเรื่องดิจิตอลอย่างมาก เราต้องดูว่าลูกค้าใช้เงิน 100 บาท ใช้กับใครบ้าง แล้วใช้กับเราเท่าไหร่ ลูกค้าเข้าใหม่เท่าไหร่ รั่วออกไปมากแค่ไหน หาทางเข้าไปขายเพิ่มได้อย่างไร
บางทีเรารู้ว่าจะไปตะครุบเงินว่าอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีคนที่จะไปทำงาน พอเป็นงาน Viral เราก็ไปให้บริษัทอื่นทำ ปีนี้เราเพิ่มคนของเราในส่วนงานดิจิตอลจาก 20 เป็น 50 คน จากเดิมโต 25-30% ปีนี้เราโต 100% เป็นการโตแบบมี Strategy เราเชื่อว่า Strategy สำคัญมาตลอด เรามีเรื่องของ Twin Peaks of Creativity and Effectiveness คืองานที่ดีต้องขายของได้ด้วย"
นอกจากนี้แล้ว คุณพรรณี ยังเล่าต่อไปว่า อนาคตตำแหน่งงานในวงการโฆษณา อาจจะเกิดงานใหม่ที่เรียกว่า Engagement Planner ที่ภารกิจหลักไม่ได้อยู่ที่การคิด Content หากแต่อยู่ที่การหาหนทางว่าจะ Engagement กับ Micro Moment ของผู้บริโภคได้อย่างไร ซึ่งคนพวกนี้ต้องเข้าใจว่า จะปรับแต่งไอเดียเข้าไปกับแต่ละแพลตฟอร์มอย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะว่าพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยมีความแตกต่างจากเมืองนอกอย่างมาก
"การใช้ Social Media คนไทยเราชอบแชร์ เมืองนอกตกใจมากว่าทำไมเราชอบแชร์ Brand Message คือ ลูกค้าสามารถทำ Brand Message แล้วมีคนแชร์ ซึ่งในต่างประเทศมีน้อยมาก เพราะว่าเขาถือเรื่องความเป็นส่วนตัว คนทั่วไปจะไม่เอาแบรนด์มาแปะไว้ที่หน้าเพจส่วนตัว แต่คนมีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ ชอบรู้ก่อนคนอื่น ดังนั้นการรู้อะไรแล้วรีบแชร์ คือความเหนือชั้น"
คำถามต่อมาที่ทีมงานอยากรู้ก็คือ เทรนด์การสื่อสารจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนโฆษณาต้องปรับตัวอย่างไร
กับคำถามนี้ คุณพรรณี อธิบายว่า ในอนาคตการทำงานสื่อสารการตลาดจะยากขึ้นไปอีก เพราะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น คนนิยมใช้โซเชียลมีเดียทำให้เกิด Data ที่มหาศาล ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้อีกมากมาย ต่อยอดไปได้ถึงเทรนด์ Internet of Things เมื่อใดที่ตลาดพัฒนาไปถึงจุดนั้น การทำงานจะมีครีเอทีฟอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมี Technologist ด้วย ไม่เช่นนั้นงานจะไม่ออก ซึ่งตอนนี้ที่โอกิลวี่ก็มีคนทำงานด้านนี้หลายคนแล้ว แต่ว่าอยู่กับโอกิลวี่ วัน
"คนกลุ่มนี้จะเข้าใจเทคโนโลยีมาก จะเข้ามาอยู่ในแพลนนิ่ง ทำงานแบบ User Experience Planner คนพวกนี้หายากมาก ทั้งยากเน็ตเวิร์คในเอเชียไม่ใช่แต่เมืองไทย ตอนนี้เราได้คนมา 1 คน ทุกวันนี้เมืองนอกยังต้องขอใช้ตัว
User Experience Planner จะมีบทบาทมากถ้าโลกเคลื่อนตัวไปสู่ E-Commerce หรือเว็บที่ต้องสั่งซื้อ เพราะว่า Interface มีความสำคัญมาก ถ้าเว็บไซต์ใช้งานยากคนจะไม่ใช้ คลิกไปแล้วไม่เจอของคนก็ไปแล้ว ตรงนี้จะสำคัญมาก เพราะเป็นมากกว่า Engagement คนเหล่านี้เรารู้ว่าต้องมี แต่ว่าหายากมาก"