3 คีย์ซัคเซส
ต่อยอดความสำเร็จจากอเมริกาสู่ไทย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 – 11 ก.ย.ที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์ มีการพาสื่อมวลชนไปเยี่ยมชม เพื่อศึกษาถึงเบื้องหลังความสำเร็จของ WOODBURY COMMON OUTLET นิวยอร์ก ซึ่งถือเป็นพรีเมียม เอาท์เลต มอลล์ สาขาที่เป็นต้นแบบให้กับการขยายฐานธุรกิจออกไปยังหลายประเทศของกลุ่มไซม่อน
มร.อูเชียน่า อะคูโจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศและการเงิน ไซม่อน บอกกับเราว่า พรีเมียม เอาท์เลต มอลล์ แห่งนี้ ถือเป็นแฟลกชิพสำคัญของไซม่อนที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่สุด เปิดเมื่อปี 1985 มีขนาดพื้นขายที่รวมประมาณ 90,000 ตารางเมตร มีร้านค้ารวมกัน 240 ช็อป จากที่ในช่วงแรกจะมีแบรนด์เข้ามาเปิดแค่ 50 – 60 ช็อป
ด้วยการที่ WOODBURY COMMON OUTLET มีทำเลอยู่ใกล้นิวยอร์ก โดยอยู่ห่างออกไปจากนิวยอร์กประมาณ 50 ไมล์ หรือ 70 กิโลเมตร ทำให้กลายเป็นช้อปปิ้ง เดสทิเนชั่น ที่นักท่องเที่ยวจะบรรจุไว้ในโปรแกรมเมื่อมาเที่ยวนิวยอร์ก ประกอบกับในย่านที่ตั้งของเอาท์เลตมอลล์แห่งนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง และอยู่ใกล้สนามบิน ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาช้อปปิ้งเป็นจำนวนมาก
ในปีที่ผ่านมา มีลูกค้าเข้ามาช้อปใน WOODBURY COMMON OUTLET ประมาณ 13 – 14 ล้านคน ในจำนวนนั้น เป็นนักท่องเที่ยว 85% และเป็นคนอเมริกัน 15% ซึ่งคนที่มาเดินที่เอาท์เลต มอลล์ แห่งนี้ ส่วนใหญ่จะมีการใช้จ่ายต่อบิลค่อนข้างสูง เพราะเป็นการมาช้อปปิ้งเพื่อซื้อสินค้าจริงๆ เนื่องจากแบรนด์ต่างๆ ที่ขายอยู่ในเอาท์เลต มอลล์ แห่งนี้จะมีการลดราคาค่อนข้างมาก
“ถ้าจะให้สรุปถึงคีย์ซัคเซสของการทำเอาท์เลตมอลล์แล้ว จะพบว่า หัวใจสำคัญอันดับแรกจะอยู่ที่เรื่องของแบรนด์ โดยต้องดึงแบรนด์ใหญ่ๆ ดังๆ ระดับโลกเข้ามาให้ได้ เพราะจะเป็นแม่เหล็กในการดึงแบรนด์อื่นๆ ให้ตามเข้ามา โดยข้อแตกต่างอย่างหนึ่งก็คือ เรามีแบรนด์ที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟที่เข้ามาเปิดกับเราเพียงที่เดียว ทำให้สามารถเพิ่มแรงดึงดูดได้เป็นอย่างดี”
มร.อูเชียน่า อะคูโจ ยังบอกถึงหัวใจสำคัญของการทำเอาท์เลต มอลล์ อีกว่า ต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งความเข้าใจนี้จะหมายรวมถึงผู้บริโภคในทั่วโลกด้วย เพราะอย่าลืมว่า เอาท์เลต มอลล์ เป็นเดสทิเนชั่นของนักท่องเที่ยวที่จะถูกวางไว้ในแพลนเมื่อคิดจะเดินทางมาท่องเที่ยว
“ข้อดีของเราก็คือ เรามีสาขาอยู่ในคีย์ ซิตี้ ของประเทศต่างๆ ทำให้ลูกค้ารู้จักเราดี เช่นเดียวกับที่เรารู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรในการช้อปปิ้ง ประกอบกับแบรนด์ต่างๆ ที่เข้ามาเปิด เป็นแบรนด์ดังที่คนทั่วโลกรู้จัก จึงช่วยเพิ่มแรงบวกให้แก่กัน”