2 ปีในไทยกับการรุกที่ลงตัว
บิ๊กซี ถือกำเนิดในบ้านเราเมื่อ 25 ปีที่แล้ว โดยกลุ่มเซ็นทรัล เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 มีกลุ่มกาสิโนจากฝรั่งเศสเข้ามาถือหุ้นข้างมาก ก่อนที่จะขายธุรกิจต่อให้กับคุณเจริญ โดยให้บีเจซีเข้ามาดูแลในส่วนนี้
การทำตลาดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บีเจซี เริ่มพบจุดที่ลงตัวในการทำตลาดบิ๊กซีในบ้านเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในเรื่องของระบบการสั่งซื้อที่มีการ Synergy ระหว่างบีเจซีและบิ๊กซีมากขึ้น โดยเฉฉพาะกับการใช้สาขาของบีเจซีในต่างประเทศเข้ามาช่วยในเรื่องของการหาสินค้าทั้งในประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมาร์ รวมถึงตั้งบริษัทเทรดดิ้งในกวางโจว ประเทศจีน เพื่อหาสินค้าในทั้งซอฟท์ไลน์ และฮาร์ดไลน์เข้ามาวางขายในบิ๊กซี โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทเทรดดิ้งในกวางโจวนำเข้าสินค้าเข้ามาทำตลาดกว่า 3,000 รายการ คิดเป็นมูลค่าการขาย 300 – 500 ล้านบาท
เรื่องของการจัดการด้านสินค้า กลายเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะกับการนำสินค้าที่คู่แข่งขันไม่มีเข้ามาทำตลาด เพื่อสร้างความแตกต่าง ซึ่งแนวคิดการจัดการสินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงร้านค้าปลีก กลายเป็นแนวทางที่ยักษ์ค้าปลีกในบ้านเรากำลังแข่งกันทำอยู่ในปัจจุบันนี้
อัศวินบอกกับเราว่า รูปธรรมของความสำเร็จที่จับต้องได้ก็คือ บิ๊กซีมีลูกค้าเติบโตขึ้นจาก 10 ล้านคนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็น 16 ล้านคน ในปัจจุบัน การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ยังคงเป็นเรื่องที่บิ๊กซีให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ
1 ในแนวทางของการขยายฐานเข้าไปหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ก็คือ การสร้างสโตร์ฟอร์แมทใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ปรับเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก การเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต “ฟู้ดเพลส” ที่สามย่านมิตรทาวน์ และเกตเวย์ บางซื่อ ซึ่งเป็นฟอร์แมทที่เน้นขายสินค้าประเภทอาหารทั้งอาหารสด และอาหารพร้อมรับประทาน ในรูปแบบของ Grab & Go เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เร่งรีบ เป็นอีกหนึ่งการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์บิ๊กซีให้เขยิบเข้าไปหากลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ในเมืองมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นฐานลูกค้าของบิ๊กซีจะเป็นกลุ่มแม่บ้าน ระดับแมส เป็นหลัก
“เทรนด์ของตลาดค้าปลีกของบ้านเรากำลังมุ่งมาที่ค้าปลีกไซส์เล็ก และออมนิชะแนล ซึ่งบิ๊กซีกำลังเร่งปรับในส่วนนี้ โดยจากนี้ไปจะได้เห็นฟอร์แมทค้าปลีกที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีทั้งออฟไลน์ และออนไลน์มากขึ้น”