ตลาดเอเชียกับ
บทเรียนครั้งสำคัญของคาร์ฟูร์
ราวปี 2554 มีข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาไม่เพียงแค่บ้านเรา แต่สะเทือนไปทั่วยุทธจักรค้าปลีกเอเชีย เมื่อยักษ์ใหญ่ที่ถือเป็นเบอร์ 2 ของโลกค้าปลีกอย่างคาร์ฟูร์ ประกาศถอนการลงทุนออกจากบ้านเราซึ่งเป็นตลาดค้าปลีกที่คาร์ฟูร์เข้ามาลงหลักปักฐานมาถึง 13 ปี และมีสาขามากถึง 45 สาขา
กระแสข่าวการขายกิจการของคาร์ฟูร์ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ถูกจุดประเด็นขึ้นโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก และสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักที่อ้างแหล่งข่าววงใน และ “ตีความ” จากคำพูดของ “ลาร์ส โอลอฟสัน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคาร์ฟูร์ในช่วงนั้น ที่ระบุไว้ก่อนหน้าว่า คาร์ฟูร์เปิดกว้างที่จะขายธุรกิจ ในตลาดที่ไม่ได้เป็นผู้นำในอันดับ 1 และ 2 ซึ่งทั้งไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก็เข้าข่ายความหมายที่ถูกตีความที่ว่านี้ด้วย ซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ในการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่พร้อมจะเคลื่อนย้ายทุนสู่ตลาดที่มีแนวโน้มและโอกาสในการทำกำไรมากกว่า
เมื่อมองย้อนไปในปี 2539 คาร์ฟูร์ ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกสัญชาติฝรั่งเศสที่ถือเป็นเบอร์ 2 ในตลาดค้าปลีกโลกรองจากวอลมาร์ท ขยายการลงทุนเข้ามาในเมืองไทย ด้วยการร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัล ตั้งบริษัท เซ็นคาร์ จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งคาร์ฟูร์ ถือเป็น 1 ใน 3 รายของผู้ประกอบการระดับโลกต่อจากกลุ่มเทสโก้ และกาสิโน ที่รายหลังนี้เข้ามาซื้อหุ้นใหญ่ในบิ๊กซี
หลังดำเนินกิจการไม่นาน คาร์ฟูร์ ก็ขอซื้อหุ้นจากกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และบริหารร้านค้าปลีกขนาดใหญ่แบบเต็มตัว
คาร์ฟูร์ขับเคี่ยวกับเทสโก้และบิ๊กซีแบบน่าดูชม แต่ด้วยนโยบายการลงทุนที่ไม่ Aggressive เท่าเทสโก้ และกลุ่มกาสิโน ทำให้การขยับขยายในเรื่องของการขยายสาขามีออกมาช้ากว่าคู่แข่งขัน ซึ่งจำนวนสาขาถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำค้าปลีกในเซ็กเม้นต์ไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ส่วนหนึ่งต้องต่อสู้กันด้วยเรื่องของวอลุ่ม เพราะเป็นตัวช่วยหนึ่งในเรื่องของการทำให้สินค้ามีราคาถูกลง จำนวนตัวเลขสาขาจึงเป็นหัวใจสำคัญ
จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในปี 2551 เทสโก้ ทำยอดขายเข้ามาเป็นอันดับ 1 มีรายได้รวม 130,062 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 42.26% บิ๊กซี ตามมาเป็นอันดับ 2 มีรายได้ 76,513 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.86% ส่วนคาร์ฟูร์ เป็นเบอร์ 3 มีรายได้ 27,970 ล้านบาท สัดส่วน 9.10%
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุโรป ส่งผลกระทบเต็มๆ กับกลุ่มค้าปลีกสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ ทำให้การใส่เงินเข้ามาเพื่อลงทุนขยายสาขาในบ้านเราพลอยชะงักไปด้วย
ประกอบกับ คาร์ฟูร์มีการหันไปลงทุนในประเทศจีนและอินเดียที่มีขนาดตลาดใหญ่กว่า และมีแนวโน้มการขยายตัวที่น่าสนใจ ขณะที่ตลาดในย่านอาเซียน ถือเป็นตลาดที่มีสัดส่วนของยอดขายไม่สูงนัก โดยเฉพาะในไทย ตลาดมีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง โดยในช่วงเวลานั้น ตลาดในย่านเอเชียทำสัดส่วนยอดขายให้กับคาร์ฟูร์ไม่สูงนัก คือมีตัวเลขแค่ 7.5% ของยอดขายโดยรวมทั้งหมดของคาร์ฟูร์ในทั่วโลก
ด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับตลาดค้าปลีกโมเดิร์นเทรดในไทย เริ่มที่จะกลายเป็นตลาดที่ต้องใช้แรงผลักดันอย่างมากในการสร้างการเติบโตของยอดขายจากสโตร์เก่า
ส่วนสโตร์ใหม่ๆ ก็ต้องใช้พลังอย่างมากในการแย่งชิงโลเกชั่นดีๆ เพราะไม่เพียงแต่คู่แข่งขันในไลน์ของไฮเปอร์มาร์เก็ตเท่านั้นที่เป็นคู่แย่งชิง ยังมีค้าปลีกในเซ็กเม้นต์อื่นๆ ที่พร้อมจะเสียบเข้ามาได้ทุกเมื่อ
ขณะที่ค้าปลีกโมเดิร์นเทรดในช่วงเวลานั้น กำลังต่อสู้กันด้วยเรื่องของ “สโตร์ ฟอร์แมต” ซึ่งเป็นความพยายามของผู้เล่นแต่ละรายในการปรับเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตลาดทั้งในแง่กฎหมาย และพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้ต้องมีการส่งสโตร์ฟอร์แมตใหม่ๆ เข้ามาในตลาด ด้วยขนาดของสโตร์ที่แตกต่างกันออกไป