รุ่งโรจน์ เสริมต่ออีกว่า ถ้าสังเกตหลังๆ มี Strategy ใหม่ๆ เยอะมาก ถ้าย้อนกลับไปก็คือวิทยาการมนุษย์ไม่ใช่เฉพาะ Digital ทุกคนมักคิดว่ามันเติบโตแบบกราฟเส้นตรง แต่จริงๆ มันเป็นกราฟเอกซ์โพเนนเชียล 10 ปี มันเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามองออกไปอีก 5-10ปี ข้างหน้ามันจะเร็วกว่านี้เยอะมาก เพราะฉะนั้นเราจึงมองกลับมาตอบคำถามพวกเราเอง เราต้องปรับโครงสร้างองค์กรอย่างไรทำให้ตามสิ่งเหล่านี้ทัน
ความท้าทายใหม่ของคน Digital
มาถึงตรงนี้ผู้อ่านคงรู้แล้วว่า อุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ สิ่งสำคัญที่สุด คือวิธีคิดวิธีการทำงานมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ใช่หรือไม่?
สโรจ อธิบายว่า ในการทำ Digital คุณต้องมีอยู่ 3 อย่าง คุณต้องมี Dynamic Thinking, Adeptive และ Risk Taking แต่สุดท้ายแล้วเราต้องอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคให้ออก ว่าเรื่องนี้เป็นแค่ fashion เรื่องนี้เป็น fact ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยชั่วโมงบินในการทำความเข้าใจอยู่พอสมควร
รุ่งโรจน์ ขยายความต่อว่า สิ่งที่เราพยายามทำคือการ Create Momentum ขึ้นมา และวันนี้ Momentum ของเราค่อนข้างดี ทำให้เรามีคนเก่งๆ คลีนๆ มาร่วมงาน เขาจะอยากไปในที่ที่เขาเติบโตเร็ว บวกกับการที่เราทำให้ทุกคนสนุกกับการทำงาน ทำให้ปัญหาเรื่องคนของเราลดน้อยลง เพราะกระบวนการทำงานของเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป
แต่จริงๆ ต้องบอกว่า ปัญหาเรื่องคนในแวดวง Digital เป็นทุกอุตสาหกรรม สำหรับเรา เราอยู่ในสถานะที่ดี ถ้าเทียบในอุตสาหกรรม ความยากลำบากในเรื่องของการหาคนทำงานยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เกิดปัญหาการแย่งตัวกัน สิ่งที่ตามมาก็คือเงินเฟ้อ บางทีที่เฟ้อมาเราก็ไม่รู้ว่ามีคุณภาพจริงหรือไม่ มันเลยกลายเป็นว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา มีคนกระโดดไปมา จากทั้ง Agency ลูกค้า Startup ต่างๆ เยอะมาก
การที่บุคลากรทางด้าน Digital ขาดแคลนเป็นทั้งอุตสาหกรรมเลยหรือไม่ ?
สโรจ บอกกับเราว่า เป็นทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็น Challenge หนึ่งที่จะเกิดขึ้น อย่างแรกคือเราต้องทำลาย Perception Barrier ที่บอกว่า Digital ราคาถูกให้ได้ซะก่อนจากนั้นปัญหาเรื่องคนก็จะลดน้อยลงไปตามลำดับ
ตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุดคือ เราย้อนกลับไปตั้งแต่บุคลากร 1 คนที่สามารถคิดงานได้ ทำงานคนนี้เก่ง หรืออะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นต้นทุนของคนๆ นั้นไม่ต่างกันต่อชั่วโมงการทำงาน กลับมาที่ Digital อาจมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะหลายๆ กระบวนการมีรายละเอียดมากกว่า
เรื่องต่อมาคือ ถ้าเราสังเกต เมื่อก่อนเราเป็น offline เพียวๆ จะทำงานชิ้นหนึ่ง ต้องมาทำ TVC, Billboard, นิตยสาร หรืออะไรก็ตาม ซึ่งก็ต้องรอผล Research 3 เดือน หลังจากที่สร้างสื่อเหล่านี้ออกไป แต่ Digital ปล่อยงานไปมันไม่จบ มันต้องดู Feedback ทั้งคอมเมนต์ ดราม่า ซึ่งถ้าลองสังเกตเวลาในการทำงานจะเยอะกว่า Offline
ถ้าเป็น Media Spending สื่อ Offline เหมือนโยนระเบิดขว้างไปที่กลุ่มคน เราอาจต้องการเป้าหมายแค่ 20 คนในกลุ่ม 100 คน ทำให้มันแพง แต่ Digital มันเป็นเหมือนสไนเปอร์ เราสามารถยิงเลือกได้ตามที่ต้องการ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ต้องทำงานมากกว่าเดิม
นี่คือ Challenge ใหญ่ที่เจอ และคือสิ่งที่เราศึกษาตลาดอยู่ตลอดเวลา ผมพูดเสมอว่า ทำ Digital วันนี้เหมือนคุณต้องปรับตัว Transform สู้กันตลอดเวลา
ถ้ามองย้อนไป 20 ปีที่แล้ว การ Transform คือลงทุน Innovation การทำงานใหม่ เพื่อติดตราสินค้าใหม่ แต่วันนี้การปรับตัวของเราคือการลงทุนกับเครื่องจักรที่มองไม่เห็น ทั้ง Information AI Data แต่สิ่งที่เราเจอปัญหาทุกวัน คือ เขามองเป็น Marketing Expand ถ้าใช้จ่ายเพื่อการตลาดที่ใช้แล้วหมดไปใน 1 ปี แต่การ Investment คือเราลงทุนมันอยู่กับเรา 3 ปี 5 ปี แล้วมี Return กลับมาทุกปี
เพราะฉะนั้นการที่เราสร้างเว็บไซต์ เราทำ Content มันจะอยู่กับเราตลอด เพราะมันคือ Data ที่เราใส่ลงไป
แต่เมื่อ Mindset ของเราเป็นแบบ Expand วิธีคิดก็จะเปลี่ยนไป คือพอได้เงินก้อนมา 80 ล้าน Digital เอาไป 10 ล้าน นั่นยังเป็นสัดส่วนแบบนี้อยู่ ทั้งหมดอยู่ที่ Mindset ของเราว่าเรามองแค่ Digital เป็นแค่ค่าใช้จ่ายทางการตลาดหรือมองเป็น Next Thing ที่จะทำให้เราอยู่รอด ทำให้ธุรกิจเรามีประสิทธิภาพในการแข่งขัน