สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นว่า Digital Disruption ไม่เข้ามามีผลกระทบด้านลบกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในหลายประเทศทั่วโลกก็คือ ตลาดหนังในหลายประเทศยังคงมีการเติบโตในตัวเลขค่อนข้างดี ภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์ทั่วโลกยังคงเติบโตต่อเนื่องในยุคดิจิทัล แม้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น โดยตัวเลขรายได้ตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในปี 2018 กลับโตขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 2017 ซึ่งรายได้จากการฉายหนังในโรงภาพยนตร์ทำรายได้มากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดต่อกันถึง 4 ปี
ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ของภาพยนตร์ที่ออกฉายระหว่างไตรมาสที่ 3 ของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจ แต่ในปี 2018 กลับมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้อย่างโดดเด่น เช่น Black Panther แบล็ค แพนเธอร์, Venom เวน่อม, A Star Is Born อะ สตาร์ อีส บอร์น และอื่นๆ อีกมากมาย นักวิจัยหลายๆ สำนักคาดรายได้สิ้นปี 2018 ของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจะอยู่ที่ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายได้จากทั่วโลกจะสูงกว่า 41,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เช่นเดียวกับที่ประเทศจีน และเกาหลี ก็มีการเติบโตที่ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 20 – 30% ประเทศเหล่านั้น ต่างมีโรงหนังอยู่เป็นจำนวนมาก โดยประเทศจีนมีจำนวนโรงหนังมากที่สุดในโลกกว่า 51,000 โรง, อินเดีย มีกว่า 11,000 โรง, ญี่ปุ่น มีกว่า 3,000 โรง, เกาหลีใต้ มีกว่า 2,000 โรง ที่สำคัญสุดก็คือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศนั้นๆ ต่างผลิตหนังเข้ามาป้อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่างจากบ้านเราที่มีหนังไทยเข้าฉายโรงเพียง 43 เรื่องจากหนังทั้งหมด 312 เรื่อง
ในฐานะผู้นำตลาดโรงหนังในบ้านเราที่มีจำนวนโรงมากที่สุด วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ภาพยนตร์ท้องถิ่น จะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ เพราะประเทศที่มีการเติบโตที่ดีไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี หรืออินเดีย ต่างก็มีหนังท้องถิ่นเข้ามาป้อนโรงในจำนวนปีละหลายร้อยเรื่อง ต่างจากบ้านเราที่มีการผลิตหนังไทยป้อนเข้ามาไม่มากนัก
“การทำหนังออกมาป้อนตลาดนั้น หัวใจสำคัญต้องมีสเกลของโรงที่พร้อมจะรองรับการฉาย โดยเฉพาะกับโรงในต่างจังหวัด ซึ่งตรงกับแผนการลงทุนของเครือเมเจอร์เองที่กำลังขยายฐานของโรงหนังออกไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดขนาดเล็ก หรืออำเภอขนาดใหญ่ที่เราจะขยายออกไปกับ เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี”