โดยปกติ ดิสเคาน์สโตร์จะวางความสำคัญของสินค้าเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ฐานล่างสุดเรียกว่า Good เป็นสินค้าที่สามารถทดแทนด้วยเฮ้าส์แบรนด์ 100% อาทิ สินค้า Commodity ที่ไม่มีความแตกต่าง หากซัพพลายเออร์ ไม่สร้างแบรนด์ และคุณค่ากับตัวสินค้า โอกาสที่จะถูกทดแทนมีสูงมาก
ตรงกลางของสามเหลี่ยม เรียกว่า Better เป็นสินค้าที่สามารถทดแทนด้วยเฮ้าส์แบรนด์ บางส่วนสินค้าในกลุ่มนี้จึงต้องใช้การตลาดอย่างหนักเพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่ยอมรับ
Best คือส่วนปลายบนสุดของสามเหลี่ยม จัดเป็นสินค้าที่ยกระดับภาพลักษณ์ของดิสเคาน์สโตร์ที่จัดว่าขาดไม่ได้ เพราะสินค้าในกลุ่มนี้เป็นตัวสร้างยอดขายถล่มทลาย และไม่มีเฮ้าส์แบรนด์มาทดแทนได้ อาทิ เบียร์ไฮเนเก้น เป็นต้น
การบาลานซ์อำนาจในเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่ายที่ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาร่วม 10 ปีที่ผ่านมา น้ำหนักจะถูกเทไปที่ฝ่ายค้าปลีกโดยเฉพาะยักษ์โมเดิร์นเทรดทั้ง 3 ราย กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายทั้งในซีกของผู้เล่นที่เป็นฝ่ายค้าปลีก และฝ่ายซัพพลายเออร์ที่เป็นคู่ค้าสำคัญเอง โดยเฉพาะในซีกของซัพพลายเออร์ ที่มีการใช้กลวิธีในการบาลานซ์อำนาจในหลากหลายรูปแบบเพื่อไม่ใหตกเป็นเบี้ยล่างของยักษ์ค้าปลีกแต่ฝ่ายเดียว
โดยเฉพาะกับบรรดาซัพพลายเออร์ยักษ์ใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็น 5 เสือที่ขับเคลื่อนตลาดอย่างยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี คาโอ สหพัฒน์ และคอลเกต ที่มีวิธีการบาลานซ์อำนาจในหลากหลายรูปแบบออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพลังให้กับแบรนด์สินค้าของตัวเองเพื่อเป็นทางเลือกแรกๆ บนเชลฟ์ในยุคที่การบริหารการจัดการของค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีในเรื่องของการบริหารพื้นที่ขายบนเชลฟ์ผ่านทางระบบสเปซแมเนจเม้นต์ (Space Management) แบรนด์ที่มียอดขายเป็นเบอร์ 1 – 3 จะเป็นทางเลือกแรกๆ ที่ได้พื้นที่บนเชลฟ์เหนือว่าใครตามลำดับ
หรืออย่างการตั้งทีม “เทรด มาร์เก็ตติ้ง” (Trade Marketing) เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการทำงานร่วมกับโมเดิร์นเทรด เพื่อสร้างโอกาสในการขายและทำหน้าที่ในการเจรจาผลประโยชน์ให้กับแบรนด์ตัวเองโดยตรง ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าในช่วงที่โมเดิร์นเทรดเบ่งบานและมีบทบาทในตลาดบ้านเรานั้น เทรด มาร์เก็ตติ้ง ได้เข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นหน่วยรบในพื้นที่ขาย เพื่อรับมือกับการแข่งขันในช่องทางขายโดยเฉพาะ
การเข้ามามีบทบาทของ “เทรด มาร์เก็ตติ้ง” นั้น ทำให้โฉมหน้าของการต่อรองเปลี่ยนไปสู่ การทำงานแบบร่วมมือกันในฐานะพันธมิตร ระหว่างรีเทลกับซัพพลายเออร์ ในการร่วมกันทำการตลาด ณ จุดขาย เพื่อทำให้การดำเนินกลยุทธ์การตลาดที่ยิงออกมาทั้งหมดบรรลุเป้าหมายในเรื่องขององค์รวม
เรียกได้ว่า เป็นการใช้กลยุทธ์ Push Strategy เพื่อผลักดันสินค้าให้ออกจากร้านค้าปลีก หลังการใช้กลยุทธ์ Pull Strategy ผ่านการตลาดในรูปแบบต่างๆ เพราะการทำตลาด ณ จุดขาย ทั้งในเรื่องของการดิสเพลย์สินค้าให้โดดเด่น การใช้แรงกระตุ้นจากดปรโมชั่น ณ จุดขาย และอื่นๆ อีกมากมาย มีส่วนในการช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้ออย่างมาก
เพราะว่าไปแล้ว พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกับสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์นั้น ส่วนหนึ่งจะเป็น Impulse Buying ที่แรงกระตุ้นต่างๆ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อหรือเลือกแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง
ซัพพลายเออร์ของสินค้าแบรนด์ใหญ่ๆ จึงทำในเรื่องที่ว่านี้แบบเต็มรูปแบบ คือมีทั้งดิสเพลย์ โปรโมชั่น และพีซีที่คอยมากระตุ้นซ้ำอีกที
ขณะที่รายเล็กๆ แทบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะถูกสกรีนออกไปตั้งแต่แรกในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่รีเทลรายใหญ่เข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดค้าปลีกของบ้านเรา