BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
17,454
VIEWS

เปิดตลาดค้าปลีกไทย ตามดู แบรนด์สินค้ารับมือกับอำนาจต่อรองของค้าปลีกอย่างไร

พ.ย. 19, 2561 R.Somboon

การก้าวขึ้นมาปฏิวัติยึดอำนาจต่อรองเหนือซัพพลายเออร์ในช่วง 2 – 3 ทศวรรษที่ผ่านมาของเชนค้าปลีกขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายขึ้นกับตลาดค้าปลีกของบ้านเรา โดยทิศทางการเปลี่ยนแปลงนั้น ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติอย่างรุนแรงในแวดวงค้าปลีกบ้านเรา ทั้งในแง่การเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่เคยครองความยิ่งใหญ่ในเรื่องของอำนาจต่อรอง ถูกเปลี่ยนมือมาสู่รีเทล การเกิดฟอร์แมตของค้าปลีกใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มความยืดหยุ่นในการรุกตลาดจากกฎข้อห้ามต่างๆ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นแค่รีเทลเลอร์ มาสู่หมวกใบใหม่อีกใบคือ บทบาทของ ซัพพลายเออร์ ที่มาพร้อมกับการนำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์เข้ามาเป็นยุทธศาสตร์ และเป็นหนึ่งในคีย์สำคัญที่ทำให้ รีเทลเลอร์ พลิกบทบาทเข้ามาเป็นซัพพลายเออร์แบบเต็มตัว

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้โครงสร้างของตลาดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแบบไม่เห็นโฉมหน้าเก่า ซึ่งตัวเฮ้าส์แบรนด์ที่เป็นยุทธศาสตร์ในการเติมเต็มภาพดังกล่าวถูกจุดกระแสขึ้น

กลยุทธ์เด็ดขั้วหัวใจที่ทรงพลังอย่างแรงของโมเดิร์นเทรดนั้นก็คือ จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อปริมาณวอลุ่มการขายที่มีมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะกับภาษาอังกฤษเพียง 4 ตัว EDLP (Every Day Low Price) ที่เราคุ้นชินมาตลาดในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ เข้ามาช่วยเพิ่มวอลุ่มการขายให้กับยักษ์ค้าปลีกเหล่านั้นได้เป็นอย่างนี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าปัจจัยด้านราคาเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยส่วนใหญ่ให้เดินหน้าสู่ดิสเคาน์สโตร์ สินค้าหลายๆ ตัวถึงขั้นตั้งราคาขายจนแทบไม่มีกำไรเพื่อดึงดูดคน โดยที่ดิสเคาน์สโตร์หันไปสร้างกำไรจากเครื่องมือต่อรองจากซัพพลายเออร์ทดแทน อาทิ ค่าแรกเข้า, ค่าเป้าการขาย, ค่าเทรดโปรโมชั่น, ค่ากระจายสินค้า, Mailing List ฯลฯ

ยิ่งเชนค้าปลีกข้ามชาติขยายสาขาและเพิ่ม Volume การขายมากเท่าไหร่ อำนาจต่อรองก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ในขณะเดียวกัน เครื่องมือต่อรองเหล่านี้วางอยู่บนพื้นฐานของการทำธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในการลดภาระเรื่องสต๊อกสินค้าของแต่ละสาขาที่ไม่จำเป็นต้องสต๊อก แต่ใช้วิธีกระจายสินค้าจากคลังสินค้ากลางด้วยระบบการจัดการสมัยใหม่ หรือระบบการบริหารพื้นที่ขายบนเชลฟ์ (Space Management) ที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ ทำให้ซัพพลายเออร์แต่ละรายต้องทุ่มเต็มที่เพื่อทำให้สินค้าของตัวเองติด 1 ใน 3 ของสินค้าที่มียอดขายมากที่สุด

ผลกระทบที่หนักหน่วงอีกประการ คือ ซัพพลายเออร์ยังต้องเผชิญหน้ากับสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ที่ทางดิสเคาน์สโตร์สร้างขึ้นมาทดแทนแบรนด์สินค้าที่ไม่เข้มแข็งของซัพพลายเออร์ เพราะสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ ไม่มีค่าการตลาด และดิสเคาน์สโตร์เป็นผู้กำหนดช่องทางจำหน่ายเอง จึงสามารถกำหนดราคา กำไร และพื้นที่ขายของเฮ้าส์แบรนด์ได้

โดยปกติ ดิสเคาน์สโตร์จะวางความสำคัญของสินค้าเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ฐานล่างสุดเรียกว่า Good เป็นสินค้าที่สามารถทดแทนด้วยเฮ้าส์แบรนด์ 100% อาทิ สินค้า Commodity ที่ไม่มีความแตกต่าง หากซัพพลายเออร์ ไม่สร้างแบรนด์ และคุณค่ากับตัวสินค้า โอกาสที่จะถูกทดแทนมีสูงมาก

ตรงกลางของสามเหลี่ยม เรียกว่า Better เป็นสินค้าที่สามารถทดแทนด้วยเฮ้าส์แบรนด์ บางส่วนสินค้าในกลุ่มนี้จึงต้องใช้การตลาดอย่างหนักเพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่ยอมรับ

Best คือส่วนปลายบนสุดของสามเหลี่ยม จัดเป็นสินค้าที่ยกระดับภาพลักษณ์ของดิสเคาน์สโตร์ที่จัดว่าขาดไม่ได้ เพราะสินค้าในกลุ่มนี้เป็นตัวสร้างยอดขายถล่มทลาย และไม่มีเฮ้าส์แบรนด์มาทดแทนได้ อาทิ เบียร์ไฮเนเก้น เป็นต้น

การบาลานซ์อำนาจในเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่ายที่ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาร่วม 10 ปีที่ผ่านมา น้ำหนักจะถูกเทไปที่ฝ่ายค้าปลีกโดยเฉพาะยักษ์โมเดิร์นเทรดทั้ง 3 ราย กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายทั้งในซีกของผู้เล่นที่เป็นฝ่ายค้าปลีก และฝ่ายซัพพลายเออร์ที่เป็นคู่ค้าสำคัญเอง โดยเฉพาะในซีกของซัพพลายเออร์ ที่มีการใช้กลวิธีในการบาลานซ์อำนาจในหลากหลายรูปแบบเพื่อไม่ใหตกเป็นเบี้ยล่างของยักษ์ค้าปลีกแต่ฝ่ายเดียว

โดยเฉพาะกับบรรดาซัพพลายเออร์ยักษ์ใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็น 5 เสือที่ขับเคลื่อนตลาดอย่างยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี คาโอ สหพัฒน์ และคอลเกต ที่มีวิธีการบาลานซ์อำนาจในหลากหลายรูปแบบออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพลังให้กับแบรนด์สินค้าของตัวเองเพื่อเป็นทางเลือกแรกๆ บนเชลฟ์ในยุคที่การบริหารการจัดการของค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีในเรื่องของการบริหารพื้นที่ขายบนเชลฟ์ผ่านทางระบบสเปซแมเนจเม้นต์  (Space Management) แบรนด์ที่มียอดขายเป็นเบอร์ 1 – 3 จะเป็นทางเลือกแรกๆ ที่ได้พื้นที่บนเชลฟ์เหนือว่าใครตามลำดับ

หรืออย่างการตั้งทีม “เทรด มาร์เก็ตติ้ง” (Trade Marketing) เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการทำงานร่วมกับโมเดิร์นเทรด เพื่อสร้างโอกาสในการขายและทำหน้าที่ในการเจรจาผลประโยชน์ให้กับแบรนด์ตัวเองโดยตรง ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าในช่วงที่โมเดิร์นเทรดเบ่งบานและมีบทบาทในตลาดบ้านเรานั้น เทรด มาร์เก็ตติ้ง ได้เข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นหน่วยรบในพื้นที่ขาย เพื่อรับมือกับการแข่งขันในช่องทางขายโดยเฉพาะ

การเข้ามามีบทบาทของ “เทรด มาร์เก็ตติ้ง” นั้น ทำให้โฉมหน้าของการต่อรองเปลี่ยนไปสู่ การทำงานแบบร่วมมือกันในฐานะพันธมิตร ระหว่างรีเทลกับซัพพลายเออร์ ในการร่วมกันทำการตลาด ณ จุดขาย  เพื่อทำให้การดำเนินกลยุทธ์การตลาดที่ยิงออกมาทั้งหมดบรรลุเป้าหมายในเรื่องขององค์รวม

เรียกได้ว่า เป็นการใช้กลยุทธ์ Push Strategy เพื่อผลักดันสินค้าให้ออกจากร้านค้าปลีก หลังการใช้กลยุทธ์ Pull Strategy ผ่านการตลาดในรูปแบบต่างๆ เพราะการทำตลาด ณ จุดขาย ทั้งในเรื่องของการดิสเพลย์สินค้าให้โดดเด่น การใช้แรงกระตุ้นจากดปรโมชั่น ณ จุดขาย และอื่นๆ อีกมากมาย มีส่วนในการช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้ออย่างมาก

เพราะว่าไปแล้ว พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกับสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์นั้น ส่วนหนึ่งจะเป็น Impulse Buying ที่แรงกระตุ้นต่างๆ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อหรือเลือกแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง

ซัพพลายเออร์ของสินค้าแบรนด์ใหญ่ๆ จึงทำในเรื่องที่ว่านี้แบบเต็มรูปแบบ คือมีทั้งดิสเพลย์ โปรโมชั่น และพีซีที่คอยมากระตุ้นซ้ำอีกที

ขณะที่รายเล็กๆ แทบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะถูกสกรีนออกไปตั้งแต่แรกในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่รีเทลรายใหญ่เข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดค้าปลีกของบ้านเรา

 

มุมมองที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ภาพของการบีบซัพพลายเออร์ การสร้างเครื่องมือในการต่อรองหรือบาลานซ์อำนาจ หรือการร่วมมือเป็นพันธมิตรในการช่วยกระตุ้นการขายที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาตลอดในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในมุมของรีเทลเลอร์ ถือเป็นการทำตลาด โดยใช้เครื่องมืออย่าง “Category Management” เข้ามาบริหาร

ในช่วงก่อนหน้านั้น รีเทลเลอร์ ยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ต่างมองถึงการบริหารตัวสินค้าที่มองว่า จะขายสินค้าแบบไหน เพื่อทำกำไร หรือจะใช้สินค้าตัวไหนทำเรื่องราคา เพื่อดึงคนเข้ามาช้อปปิ้งก่อนต่อยอดไปทำส่วนต่างของกำไรเพิ่มขึ้นจากสินค้าตัวอื่นๆ ในรูปแบบของการถัวเฉลี่ยกำไร รวมถึงการทำกำไรจากการสร้างเครื่องมือในการต่อรองในรูปแบบต่างๆ

แต่ไม่กี่ปีมานี้ มุมมองของรีเทลเลอร์หรือยักษ์ค้าปลีก เริ่มเปลี่ยนไป มาสู่การบริหารร้านค้าปลีกด้วยการใช้มุมมองของ “Shopper Management” มุ่งไปที่การบริหารตัวผู้บริโภคหรือลูกค้าเป็นหลักใหญ่โดยมองว่า จะเข้ามาตอบสนองความต้องการหรือตอบโจทย์ในเรื่องของการช้อปปิ้งของผู้บริโภคได้อย่างไรบ้าง เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการด้านค้าปลีก เคยให้มุมมองถึงเทรนด์ที่เปลี่ยนไปนี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการใช้เครื่องมืออย่างซีอาร์เอ็มเข้ามาช่วย โดยค้าปลีกรายใหญ่แต่ละรายมีการทำในเรื่องของบัตรสมาชิกที่ทำให้มีดาต้าเบสที่ลงลึกถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ทำให้สามารถนำมาวิเคราะห์และแบ่งกลุ่มลูกค้าออกมาได้อย่างชัดเจนเพื่อง่ายต่อการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม

“ผู้เล่นในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ตเอง มีการทำตลาดโดยใช้มุมของการบริหารตัว Shopper โดยนำบิลมาวิเคราะห์ ถึงค่าเฉลี่ยต่อบิลที่ซื้อ และพบว่ามี 3 กลุ่ม กลุ่มที่ซื้อต่ำกว่า 300 บาทต่อครั้ง กลุ่มที่อยู่ตรงกลาง คือ 450 บาท และ กลุ่มบนที่ซื้อมากกว่า 700 บาทต่อครั้ง โดยกลุ่มที่ซื้อต่ำกว่า 300 บาทต่อบิล จะถูกเรียกว่ากลุ่มที่เป็น Price Sensitive ขณะที่กลุ่มที่ซื้อต่อบิลสูงกว่า จะเป็น Super Core การวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคแบบนั้น ก็เพื่อที่จะนำมาบริหารจัดการในเรื่องของตัวสินค้าเพื่อให้ตอบสนองความต้องการรวมถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายใของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้มากขึ้นและตรงต่อความต้องการมากที่สุด ซึ่งจะต่างจากการมองในมุมของ Category Management ที่มองถึงการบริหารตัวสินค้าและพื้นที่ขายมากกว่าการมองที่ตัวผู้บริโภค”

 

ซัพพลายเออร์รายใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ ถือเป็นผู้เล่นที่มีการนำเรื่องของ “ผู้บริโภค” มาเป็นแกนหลักในการทำตลาดผ่านช่องทางขาย  อย่างครั้งหนึ่ง พฤติกรรมของนักช้อปปิ้งชาวไทยที่มีเรื่องของค่าครองชีพเข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจซื้อ ราคาที่ดูคุ้มค่า จึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งยูนิลีเวอร์ มีการนำกลยุทธ์ในเรื่องของ “คูปองส่วนลด” และ “คูปองเงินสด” เข้ามาทำตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย

กลยุทธ์ “คูปองส่วนลด” และ “คูปองเงินสด” นี้ ถือเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมที่ยักษ์ใหญ่อย่างเทสโก้ โลตัส นำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จในเรื่องของกระตุ้นการซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจะมีการนำคูปองเงินสด ไปพ่วงอยู่กับโฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือการมีคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จที่ซื้อ เพื่อให้ผู้บริโภคตัดแล้วนำมาใช้ร่วมกับบัตรคลับการ์ด ซึ่งผู้บริโภคมีการร่วมสนุกกับแคมเปญนี้อย่างมาก จนกลายเป็นกลยุทธ์ที่ถูกคิดขึ้นโดยเทสโก้ เมืองไทย ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศรวมทั้งในสหราชอาณาจักรที่เป็นประเทศแม่ของเทสโก้

สำหรับการใช้กลยุทธ์คูปองของยูนิลีเวอร์นั้น จะมีการร่วมมือกับเชนค้าปลีกที่เป็นพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นท็อปส์ วัตสัน บิ๊กซี หรือ เทสโก้ โลตัส โดยทำกับสินค้าประเภทเพอร์ซันนั่ลแคร์ สกินแคร์ และแฮร์แคร์ เป็นหลัก

การเลือกใช้กลยุทธ์ “คูปองส่วนลด” นี้ เป็นการเข้ามาช่วยกระตุ้นการซื้อได้ดีในยุคที่ผู้บริโภคมองหาในเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคาซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน  ยังเป็นการเข้าไปเล่นกับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นพวก Price Sensitive ซึ่งเป็นการมองถึงมุมที่เป็นพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อที่จะหากลยุทธ์ที่แมตช์เข้าไปได้กับพฤติกรรมการตัดสินใจของพวกเขา

การสร้างเครื่องมือเพื่อบาลานซ์อำนาจของบรรดาซัพพลายเออร์รายใหญ่ๆ ทั้งในเรื่องของการเข้ามาช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้ช่องทางขายอื่นๆ อย่างเทรดิชั่นนัล เทรด การสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของตัวเองขึ้นมาเพื่อผลักดันการกระจายสินค้าไปสู่ร้านค้าในรูปแบบเดิม พร้อมทั้งตีเส้นแบ่งของทั้ง 2 ช่องทางขายอย่างเด่นชัดด้วยกลยุทธ์ Sizing ที่แตกต่างอย่างชัดเจน เพื่อให้ทั้ง 2 ช่องทางนี้ กลายเป็นช่องทางขายที่เกื้อหนุนกันแทนที่จะแข่งขันกันนั้น

แม้รีเทลเลอร์ยักษ์ใหญ่ยังคงมีการต่อรองเพื่อเรียกส่วนต่างจากเจ้าของสินค้าเพิ่มขึ้น แต่การยื้อพลังกันระหว่างซัพพลายเออร์กับรีเทลเลอร์ที่เกิดขึ้นในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนภาพมาสู่การร่วมมือกันแบบพันธมิตรที่มีมุมมองที่คล้ายๆ กันในเรื่องของการทำตลาดผ่านการทำ Shopper Management เพื่อให้เข้าถึงแก่นกลางของความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง.....

 

ทำความรู้จัก “RSP” คัมภีร์ตั้งราคาของร้านค้าปลีก ตัวกำหนดเกมว่าขายเท่าไรลูกค้าถึงยอมซื้อ

เปิดกลยุทธ์ "Retail Transformation” ที่ใช้พลิกโฉม เดอะมอลล์ รามคำแหง จาก Transaction-based สู่ Community-driven เต็มรูปแบบ

Tops x No Brand จิ๊กซอว์อัปเกรดพอร์ต Own Brand ของท็อปส์ สู่ Value-Driven Retail เต็มรูปแบบ

“Retail Media” เทรนด์ใหญ่มาแรง เมื่อค้าปลีกพลิกโฉม จาก "ชั้นวางสินค้า" สู่ "สื่อโฆษณาที่ทรงพลัง"

เมื่อ Sukishi หนี Price War ร้านอาหาร พร้อมรุกตลาด Retail ในฐานะ Korean Flavor Solution Partner

เดอะมอลล์ กรุ๊ป เร่งเครื่อง Retailtainment เต็มรูปแบบ ผสาน Entertainment Marketing กับ Fandom Economy พลิกโฉมศูนย์การค้าสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact