แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจจะไม่เป็นใจเท่าไรนัก แต่โออิชิ กรุ๊ป ก็ยังคงสร้างการเติบโตของยอดขายในปี 2561 ได้อย่างต่อเนื่อง โดยปิดตัวเลขยอดขายได้ที่12,596 ล้านบาท มีตัวเลขกำไรอยู่ที่ 1,008 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอีกปีที่มีผลประกอบการออกมาแบบน่าพอใจ
ความท้าทายที่เปิดกว้างรออยู่ในปี 2562 ก็คือ จะทำอย่างไรให้ยังคงสามารถรักษาตัวเลขการเติบโตของยอดขายไว้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีหน้านี้ถูกมองว่าหลายๆ อย่างจะกลับมาเป็นใจให้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ถูกมองว่าหลังการเลือกตั้งจะทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคกลับคืนมาอีกครั้ง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะช่วยดึงให้กำลังซื้อฟื้นตัว
สำหรับโออิชิเอง การเดินหน้าสร้างการเติบโตของยอดขายนั้น จะเป็นการวิ่งเข้าหาโอกาสทางการตลาด โดยเชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์ใหญ่ของอาเซียน ตามแนวทางการทำตลาดของกลุ่มโออิชิที่ก้าวสู่การเป็นบริษัทระดับรีจินัลอย่างเต็มรูปแบบไปแล้วในปัจจุบัน
นงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในตลาดอาเซียน รวมทั้งในไทยยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ที่หลากหลาย เพื่อสร้างความแปลกใหม่และความตื่นเต้น
ผู้บริหารของโออิชิ กรุ๊ป มองว่า การเติบโตของโออิชินั้น จะเป็นการสร้างโอกาสการเติบโตที่เชื่อมโยงไปกับเมกะเทรนด์ของอาเซียนที่ประกอบไปด้วย 5 เทรนด์ สำคัญๆ คือ
1. Urbanization การขยายตัวของสังคมเมือง ส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป วิถีชีวิตเร่งรีบขึ้นต้องการความสะดวกสบายยิ่งขึ้น
2. Growing Middle Income Class การเติบโตของประชากรผู้มีรายได้ระดับกลาง สะท้อนถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น
3. Tech-Dependent Lifestyles การใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
4. Healthy Eating/Aging Society คนรุ่นใหม่ใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมทั้งอัตราส่วนผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้น อาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพจึงเป็นทางเลือกสำคัญ
5. Asian Century ตลาดอาเซียนเป็นตลาดใหญ่ มีประชากรร่วม 600 ล้านคน ธุรกิจจึงต้องขยายไปในเวทีระดับอาเซียนด้วย
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นก็คือ การเติบโตเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในบ้านเราที่ตัวเลขในปี 2515 มีสัดส่วนแค่ 20% แต่จะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2021 ซึ่งไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ แม้พร้อมที่จะจ่าย แต่ก็ต้องการความคุ้มค่าคุ้มราคา
ขณะเดียวกัน การเติบโตของชนชั้นกลางนี้จะมาพร้อมกับไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็นคนเมืองที่เร่งรีบ ต้องการอะไรที่สามารถตอบโจทย์ Grab&Go จึงกลายเป็นโอกาสทางการตลาดของสินค้าประเภทแพ็กเกจฟู้ด ที่โออิชิจะมีการให้น้ำหนักในการทำตลาดมากขึ้น โดยจะมีการสร้างแบรนด์อย่างจริงจังในปีหน้านี้ พร้อมกับมองถึงการขยายช่องทางการขายให้ครอบคลุมมากขึ้นทั้งโมเดิร์นเทรด Food Service และ HORECA
“เป้าหมายในปี 2562 ของเรา จะอยู่ที่การตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดทั้งในส่วนของร้านอาหาร และชาเขียว ให้มีความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงตลาดในอาเซียนเพื่อเชื่อมโยงกับวิชั่น 2020 ของบริษัทแม่คือไทยเบฟ โดยจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาบุคลากร รวมถึงการเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดี เพราะการจะเติบโตแบบยั่งยืนได้นั้น ต้องมีเรื่องดังกล่าวเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ”