คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ หรือ Chulalongkorn Business School นำผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจอันดับ 1 ของ QS World University Rankings 2018 จาก 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง มาร่วมเป็นวิทยากรฟันธงทักษะที่ผู้นำต้องมีในยุคดิจิทัล เนื่องในโอกาสครบรอบสถาปนาคณะ 80 ปี
เนื่องในโอกาสที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ Chulalongkorn Business School ครบรอบ 80 ปี จึงได้จัดสัมมนาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ Flagship Summit 2018: Skills for the Future โดยมีวิทยากร คือ Prof.Kar Yan Tam คณบดี School of Business and Management, Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) Prof. Hum Sin Hoon รองคณบดี NUS Business School, National University of Singapore และ รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดี Chulalongkorn Business School ซึ่งสถาบันทั้งสามล้วนเป็นสถาบันด้านบริหารธุรกิจอันดับที่ 1 ของแต่ละประเทศจากการจัดอันดับของ QS World University Rankings ประเทศอังกฤษประจำปี 2018
ในงานสัมมนาดังกล่าว รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดี Chulalongkorn Business School สถาบันอันดับ 1 ของไทยได้กล่าวถึงทักษะที่สำคัญของผู้นำ ที่จำเป็นในสภาวะที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเป็นงานที่นำมาจากงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้นำในอนาคต ที่กำลังทำอยู่ร่วมกับ ผศ.ดร.พัชรา โพธิ์ไพฑูรย์ และ ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ
รศ.ดร.พสุ ได้ระบุว่าการจากศึกษาและสอบถามผู้นำในระดับต่างๆ ในประเทศไทย ถึงคุณลักษณะที่สำคัญของผู้นำที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต พบว่าอันดับที่ 1 คือ ความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง อันดับที่ 2 คือ การจูงใจทีมงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์ และ อันดับที่ 3 คือ วิธีการคิด ซึ่ง รศ.ดร.พสุ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงผลสำรวจว่า ตรงกับสถานการณ์จริงที่ผู้บริหารกำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านดิจิทัลอย่างรวดเร็วและรุนแรงนั้น การที่ผู้นำจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีความสามารถในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรภายในองค์กร นอกเหนือจากการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแล้ว ผู้นำจะต้องสามารถจูงใจและชี้นำให้ทีมสามารถทำงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ตั้งไว้ได้ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และสุดท้ายผู้นำจะต้องมีวิธีการคิดที่เป็นระบบ คิดไปข้างหน้า และคิดอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ภายใต้คุณลักษณะประการแรก ซึ่งคือความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลงนั้น ทักษะที่สำคัญสามประการที่ผู้นำจะต้องมี ประกอบด้วย การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมผ่านการเล่าเรื่องที่มีประเด็นที่ชัดเจน ความกล้าที่จะเสี่ยงแม้สถานการณ์จะคลุมเครือ และ การมุ่งเน้นผลสำเร็จมากกว่ากระบวนการ ซึ่งทักษะทั้งสามประการต่างแสดงให้เห็นว่า ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตนั้น จะต้องมีวิสัยทัศน์และสามารถที่จะสื่อสารวิสัยทัศน์นั้นออกไปให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าใจได้ จะต้องกล้าที่จะตัดสินใจและกล้าที่จะเสี่ยง แม้ข้อมูลจะไม่ชัดเจนและมีความคลุมเครือ และ จะต้องให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ความสำเร็จมากกว่ากระบวนการ
ภายใต้คุณลักษณะประการที่สอง คือการจูงใจทีมงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์นั้น จะพบว่าผู้นำในอนาคตจะต้องทำงานกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น ซึ่งในการทำงานกับคนรุ่นใหม่ให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องประกอบด้วยทั้งในส่วนของงาน และส่วนของความสัมพันธ์ โดยในส่วนของงาน ผลจากการวิจัยพบว่า ผู้นำที่ดีจะต้อง 1. หาโอกาสใหม่ๆ ให้บุคลากรรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และแสดงความสามารถ 2. ให้โอกาสมีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนงาน และ 3. ให้โอกาสคิดและตัดสินใจในงานที่รับผิดชอบ ส่วนในด้านความสัมพันธ์นั้น ผลจากการวิจัยพบว่า ผู้นำที่ดีจะต้อง 1. ทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกสนุกกับการทำงาน 2. ปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างให้ลูกน้องทำตาม และ 3. รู้จักตั้งคำถามให้ลูกน้องสะท้อนความคิด
ภายใต้คุณลักษณะประการที่สาม คือ วิธีการคิด ทักษะที่สำคัญสามประการที่ผู้นำจะต้องมี ภายใต้เรื่องของการคิด นั้น ประกอบด้วย การคิดเป็นระบบ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และ การคิดริเริ่มให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
รศ.ดร.พสุ ได้สรุปไว้ในการสัมมนาว่า จากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ผู้นำที่ต้องการประสบความสำเร็จในอนาคต จะต้อง
1. มีการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
2. นำสิ่งที่เรียนรู้นั้นมาคิดริเริ่มให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกับตนเองและองค์กร
3. ร่วมสร้างวิสัยทัศน์หรือทิศทางในอนาคตขององค์กร โดยผ่านการมีส่วนร่วม
4. สื่อสารถ่ายทอดวิสัยทัศน์ดังกล่าวไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ผ่านการเล่าเรื่อง (Story Telling)
5. เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ จะต้องกล้าที่ตัดสินใจและกล้าที่จะเสี่ยงแม้ข้อมูลจะไม่ครบถ้วนและไม่ชัดเจน
6. ในการทำงานนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับความสำเร็จของงานที่ตัวผลลัพธ์มากกว่ากระบวนการ
7. สามารถที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านการกระตุ้น จูงใจ ให้ทุกคนในองค์กรมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานภายใต้ความหลากหลายของคนในแต่ละช่วงอายุ
8. ทั้งหมดข้างต้นจะต้องมีวิธีการและกระบวนการในการคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking) เป็นพื้นฐานที่สำคัญ