ตัวอย่างในเรื่องของความสะดวกในการช้อปนั้น ยังรวมถึงเรื่องของการเดินทางที่โครงสร้างของเมืองเปลี่ยนไป ขณะที่ในสมัยก่อน จำนวนคนหารด้วยจำนวนรถจะมีแค่ 20% แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 80% ทำให้เป็นเรื่องที่ยากลำบากในการฝ่าการจราจรที่ติดขัดเพื่อเข้ามาช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว
ทำให้เราได้เห็นการออกมาปรับกลยุทธ์ของผู้เล่นทั้ง 2 ราย ด้วยการให้ความสำคัญกับการลงทุนเปิดค้าปลีกไซส์เล็กในรูปแบบของซูเปอร์คอนวีเนียน สโตร์ มากขึ้น รวมถึงการนำเสนอฟอร์แมตสโตร์ใหม่ๆ อย่างกรณีของบิ๊กซีกับคอนเซ็ปต์ของซูเปอร์มาร์เก็ตที่จับกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ เป็นต้น
2.ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการปรับรูปแบบการทำสาขาขนาดใหญ่ที่พ่วงพื้นที่ช้อปปิ้งพลาซ่าของตัวเอง จากแค่ช้อป มาสู่การใช้ชีวิตมากขึ้นด้วยการเติมบริการ หรือพื้นที่ที่เข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าวนี้ อย่างในกรณีของเทสโก้ โลตัส ที่เปิดสาขาในรูปแบบดังกล่าวที่บางกรวย – ไทรน้อย ที่นอกจากพื้นที่ช้อปปิ้งในไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ แล้ว ยังมีพื้นที่ที่เป็นลู่ขี่จักรยานเพิ่มเข้าไป เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของตัวไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ทั้งบิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส ยังคงใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อดึงให้ลูกค้าเข้ามาช้อปที่สโตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการใช้กลยุทธ์ด้านราคา ซึ่งว่าไปแล้ว ประสบการณ์ในการ ช้อปกับไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เคยสร้างความตื่นตาในอดีตก็คือเรื่องของการขายสินค้าราคาถูกแบบ Everyday Low Price กลายเป็นเรื่องเบสิกที่ไม่มีความแปลกใหม่ไปแล้ว
ทำให้ผู้เล่นทั้ง 2 ราย ต่างหันมาใช้กลยุทธ์ราคาในรูปแบบที่ช็อกไพรซ์ เพื่อกระตุ้นการซื้อ อย่างกรณีของเทสโก้ โลตัสที่สร้าง Perception ในการเป็นร้านค้าปลีกราคาถูกด้วยแคมเปญ โรลแบ็ค
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ การทำสงครามโปรโมชั่นในปีนี้ ยังคงน่าจะออกมาในรูปของการใช้ราคาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำโปรโมชั่น โดยการทำเรื่องของราคานั้น ไม่ได้แค่เพียงการลดราคาเฉพาะช่วงที่ทำแคมเปญเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการช่วงชิงภาพลักษณ์ในเรื่องของการนำเสนอราคาที่ถูกให้กับผู้บริโภคที่จะช่วงชิงกันหนักขึ้นของค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 ราย
การช่วงชิงภาพในเรื่องของการเป็นร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าราคาถูกนั้น ถูกทำออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2 – 3 ปีหลังที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก อย่างเทสโก้ โลตัสที่ประกาศลดลงของราคาสินค้าตัวเองอย่างต่อเนื่องรวมถึงการทำโปรโมชั่นคูปองและส่วนลดพิเศษที่มีทุกสัปดาห์ เช่น ซื้อ 1 แถม 1, ซื้อ 2 ฟรี 1 เป็นต้น โดยใช้งบประมาณราว 2 พันล้านบาท ซึ่งในปีนี้ เราน่าจะได้เห็นการทำการตลาดในลักษณะที่ว่านี้แน่