ทีนี้ลองมาดูกันว่า ภาพรวมของการทำตลาดของเมเจอร์ในยุค 5.0 นี้ จะออกมาในรูปแบบใดบ้าง
1.มุ่งตอบโจทย์ในเรื่องของ Personalize มากขึ้น ทำให้เราได้เห็นการเพิ่มความสำคัญกับการทำตลาดมูฟวี่ ออนดีมานด์ มากขึ้น โดยมูฟวี่ ออน ดีมานด์ ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วนั้น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชม จากในช่วงแรกที่มียอด Admission ต่อเดือนประมาณ 10,000 ราย ปัจจุบันมีตัวเลขเพิ่มเป็น 15,000 รายต่อเดือน จากหนังที่มีให้เลือก 60 เรื่องต่อเรื่องซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากช่วงแรกที่มีประมาณ 25 เรื่อง
เมเจอร์ทำมูฟวี่ ออน ดีมานด์ใน 25 โรงในเครือ มีแผนที่จะขยายจำนวนโรงเพิ่มขึ้นในปีนี้ เช่นเดียวกับการขยายการทำตลาดจากกลุ่มเป้าหมายบุคคลไปสู่ลูกค้า Corporate ที่มีการนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาด โดยเฉพาะกับการทำ CRM ที่เป็นการให้รีวอร์ดกับลูกค้าของตัวเองซึ่งนั่นจะเข้ามาช่วยขยายให้ฐานของ Movie On Demand มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยการขยายฐานไปสู่ลูกค้ากลุ่ม Corporate นั้น สอดรับกับทิศทางของการตลาดในยุคปัจจุบันที่เริ่มมีการ Personalize ตามความชอบของลูกค้า ซึ่งมูฟวี่ ออน ดีมานด์ นี้ จะเข้ามาช่วยทำให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้เป็นอย่างดี
การทำตลาดที่มุ่งตอบโจทย์ Personalize นี้ ยังรวมถึงการเปิดโรงภาพยนตร์ “ลิฟวิ่ง รูม” ที่ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามาเหมาโรงเพื่อจัดกิจกรรม อาทิ การจัดปาร์ตี้กับกลุ่มเพื่อน เพื่อสังสรรค์ ดูหนัง คอนเสิร์ต หรือเชียร์ฟุตบอลร่วมกัน ซึ่งถือเป็นไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ที่นิยมจัดไปรเวทปาร์ตี้ที่มีความเป็นส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น
2.อย่างไรก็ตาม การทำตลาดในรูปแบบของการ “เซ็กเม้นต์” ยังคงมีบทบาท เพราะเป็นตัวช่วยในการดึงกลุ่มที่ยังไม่เคยใช้บริการ หรือเคยใช้แต่หยุดไปเนื่องจากติดปัญหาบางเรื่อง อย่างกลุ่มพ่อ – แม่ ที่เคยดูหนัง แต่เมื่อมีลูกก็ไม่ได้เข้าโรงหนังเป็นเวลานาน เนื่องจากมีความกังวลในการพาลูกๆ เข้าโรงหนัง
เมเจอร์จึงมีการเปิดโรงหนัง “คิดส์ ซีเนม่า” สำหรับเด็กโดยเฉพาะขึ้นมา และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถดึงพ่อ – แม่ กลับมาเข้าโรงหนังได้มากขึ้น
การเซ็กเม้นต์นี้ ยังรวมถึงการเปิดโรงหนังในแนวต่างๆ อาทิ โรงที่เป็น 4DX เป็นต้น ซึ่งการเซ็กเม้นต์นี้ ยังแยกออกไปตามโลเกชั่น เพื่อช่วยในการทำเรื่องของกลยุทธ์ด้านราคาให้แมตช์กับกลุ่มลูกค้าในแต่ละโลเกชั่นอีกด้วย เราจึงได้เห็นราคาค่าตั๋วที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละโลเกชั่น
นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เคยบอกกับเราว่า การทำตลาดโรงหนังนั้น เรื่องของ Occupancy Rate หรืออัตราจำนวนคนเข้าชมภาพยนตร์ในแต่ละรอบ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับความถี่ในการมาชมภาพยนตร์ ซึ่งในเรื่องของความถี่นี้ จะเข้ามาช่วยผลักดันให้ภาพรวมของตลาดมีการเติบโตที่มั่นคงมากขึ้นในระยะยาว
ปัจจุบัน Occupancy Rate ของโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์มีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 20 – 30% อาจจะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงนัก เนื่องจากโรงหนังในเครือเมเจอร์มีความถี่ของรอบในการฉายค่อนข้างมาก เฉลี่ยถึง 5 – 6 รอบต่อวัน
3.นอกจากการใช้ Pull Strategy เพื่อดึงให้คนเข้ามาดูหนังมากขึ้นแล้ว เมเจอร์ยังใช้ Push Strategy ด้วยการเข้าไปเปิดโรงหนังในต่างจังหวัดที่เป็นจังหวัดขนาดเล็ก และอำเภอขนาดใหญ่ ด้วยการเกาะไปกับผู้พัฒนาที่ดินเพื่อการค้าปลีกอย่างเทสโก้ โลตัส บิ๊กซี หรือกลุ่มเซ็นทรัลที่มีการเปิดโมเดลศูนย์การค้าขนาดเล็กอย่างท็อปส์ พลาซ่า รวมถึงศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าของผู้ประกอบการท้องถิ่น ในจำนวนโรงต่อศูนย์ไม่มากนัก ประมาณ 2- 3 โรง เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงคนในพื้นที่ให้เข้ามาดูหนังในความถี่ที่มากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา และตัวหนังที่เหมาะสมเพื่อให้แมตช์กับความต้องการของคนในพื้นที่ การขยายโรงหนังออกไปยังจังหวัดต่างๆ นี้ ยังคงเป็นแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องมากขึ้นในปีนี้
4.นอกจากการเป็นเจ้าของโรงหนังแล้ว อีกหนึ่งบทบาทของเมเจอร์ก็คือการเป็นผู้นำเข้าหนังต่างประเทศ และสร้างภาพยนตร์ไทย ซึ่งในส่วนหลังนี้ ถูกมองว่าจะเป็นตัวช่วยในการดึงคนเข้าโรงโดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่หนังไทยที่เป็น “เทียร์ 2” ยังเป็นหนังยอดนิยมของพวกเขา