หากมองย้อนหลังไปที่เส้นทางการทำธุรกิจ ของบรรดาห้างสรรพสินค้าภูธรทั้งหลาย จะพบว่า ห้างสรรพสินค้าภูธรทั้งหลาย มีเส้นทางการเติบโตที่คล้ายคลึงกัน โดยจุดที่พีคที่สุดน่าอยู่ในช่วงปี 2530 เป็นต้นมา ก่อนที่จะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง
การเติบโตนี้ได้กลายเป็นดาบ 2 คม...
เพราะมีหลายห้างที่ใช้วิธีการเร่งการเติบโต ด้วยเพราะต้องการนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตามนโยบายของรัฐบาลในยุคนั้น ที่มีการเปิดกระดานภูมิภาค จึงต้องมีการเร่งขยายฐานเพื่อทำตัวเลขให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
เรียกได้ว่า เป็นการเติบโตที่ไม่ได้เกิดจาก Market Driven หรือเติบโตจากการขยายตัวของตลาด แต่เป็นการโต ด้วยแรงของ Financial Force
เมื่อประกอบกับในช่วงนั้น มีการเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้สามารถกู้เงินนอกเข้ามาลงทุนขยายธุรกิจได้ ทำให้เราได้เห็นการขยายพื้นที่ขายจากแค่การเป็นห้างสรรพสินค้า มาเป็นการพ่วงด้วยช้อปปิ้งมอลล์ เข้าไป
ห้างท้องถิ่นที่พ่วงด้วย “พลาซ่า” มีเงาให้ได้เห็นมากมายก่อนปี 2540 ส่วนหนึ่งของการลงทุนนั้น นอกจาก ต้องการเร่งการเติบโตแล้ว ยังมีเรื่องของการมองเห็นภัยคุกคามจากการขยายสาขาเข้ามาของกลุ่มทุนค้าปลีกขนาดใหญ่ด้วย
เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่มีเรื่องของค่าเงินบาทเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ห้างภูธรที่มีการกู้เงินนอกมาลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำให้มูลค่าหนี้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
กลายเป็นแรงบีบคั้นแรก ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดค้าปลีกต่างจังหวัด
เพราะมีไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการเร่งขยายต้องล้มหายไปจากตลาด
และมีไม่น้อยอีกเช่นกัน ที่ต้องมาลดสเกลการเติบโตของตัวเองลง เพื่อให้สามารถยืนอยู่ได้ในตลาดนั่นเอง โดยผลกระทบจากการเร่งการเติบโตก่อนหน้าปี 2540 ทำให้ห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัดหลายๆ ห้างต้องหายไปจากตลาด ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ก่อนหน้านั้นมีห้างท้องถิ่นถึง 3 ห้างคือตันตราภัณฑ์ สีสวนพลาซ่า และ ส.การค้า แต่ปัจจุบัน ไม่มีทั้ง 3 ห้างอยู่ในตลาด