บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยตัวเลขยอดขายของ BMW Group ทั่วโลกว่าในครึ่งปีที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายทั่วโลกได้มากถึง 1,220,819 คัน มีการเติบโตขึ้นถึง 5% ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจทั่วโลกเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัว
โดยในจำนวนนี้เป็นยอดขายที่มาจากรถ BMW 1,038,030 คัน เติบโตขึ้น 5.2% จากรถ Mini 181,214 คัน เติบโตขึ้น 3.6% จากรถ Rolls – Royce 1,575 คัน เติบโตลดลง 6.5% รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด 42,573 คัน เติบโตขึ้น 79.8% และรถมอเตอร์ไซต์ BMW 88,389 คัน เติบโตขึ้น 9.5%
ส่วนในประเทศไทย BMW Group สามารถทำยอดขายได้มากถึง 4,888 คัน มีการเติบโตขึ้นถึง 33% สวนทางกับเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว
ในจำนวนนี้เป็นยอดขายที่มาจากรถ BMW 4,469 คัน เติบโตขึ้น 38% จากรถ Mini 419 คัน เติบโตขึ้น 0% จากรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด 611 คัน เติบโตขึ้น 427% และรถมอเตอร์ไซต์ BMW 728 เติบโตลดลง 18%
มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเป็นตลาดที่มีตัวเลขการเติบโตสูงที่สุดใน BMW Group ทั่วโลก และบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เนื่องจากเทคโนโลยีมีราคาถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้นทำให้ความต้องการในตลาดทั่วโลกมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในปีนี้ทาง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเองก็จะเน้นทำตลาดในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทางบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้มีการเพิ่มการรับประกันแบตเตอรี่จากเดิมที่รับประกัน 6ปี 100,000 กิโลเมตร เพิ่มเป็น 10 ปี 150,000 กิโลเมตร ส่วนในระยะยาวทาง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็เตรียมที่จะเพิ่มรุ่นของรถรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด อีกอย่างน้อย 8 รุ่น ใน 4 ปีข้างหน้า