“คนไทยมีรถยนต์เป็นอันดับ 2 รองจากบ้าน ทำให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจในการเร่งขยายสาขาของ Auto 1 แบรนด์ในเครืออีกแบรนด์ ที่เรามองว่ามีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ไป”
นั่นคือสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ที่พูดไว้ในงานแถลงข่าวของบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้
Auto 1 เข้าตลาดศูนย์ซ่อมรถยนต์หรือที่เรียกว่า “ฟาสต์ ฟิต” ครั้งแรกในปี 2018 โดยเริ่มต้นจากการเปิด 2 สาขาในปีแรกที่เข้าตลาด ก่อนที่จะเปิดเพิ่มขึ้นเป็น 5 สาขาในปีถัดมา แล้วค่อยๆ ขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมาปิดตัวเลขที่ 53 สาขา ในปี 2025 ที่ผ่านมา
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Auto 1 ถูกวางไว้ให้เป็นธุรกิจ New Growth Engine ของเซ็นทรัล รีเทล ทำให้มีการวางโรดแมปเชิงรุกสำหรับปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาแบบเท่าตัวอีก 53 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้มีเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 106 สาขาบนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ โดยเซ็นทรัล รีเทล มองถึงการทำยอดขายในปีนี้ไว้ว่าจะมีตัวเลขทะลุหลัก 1 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นอีกแบรนด์ในเครือที่มีการเติบโตที่น่าสนใจไม่น้อย
ทำไม เซ็นทรัล รีเทล ถึงวางให้ Auto 1 เป็น New Growth Engine ของบริษัทที่มีการเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มแบบเท่าตัวในปีนี้
คำตอบจะเริ่มจากเหตุผลแรกก็คือ ตลาดนี้มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการที่ผู้บริโภคหันมาใช้บริการศูนย์บริการทางเลือกแทนศูนย์บริการมาตรฐาน (Dealer) มากขึ้นเมื่อรถหมดระยะประกัน
เมื่อมองมาที่ค่าใช้จ่ายต่อครั้งที่ในปี 2568 พบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเข้ารับบริการที่ฟาสต์ฟิตเพิ่มขึ้นถึง 46% หรือเฉลี่ยประมาณ 5,346 บาทต่อครั้ง สะท้อนให้เห็นว่างานซ่อมบำรุงมูลค่าสูงเริ่มไหลเข้าสู่ช่องทางฟาสต์ฟิตมากขึ้น
ขณะที่ปัจจัยที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนตลาดอีกอย่างก็คือ พฤติกรรมการชะลอซื้อรถใหม่ของคนไทย ที่มาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้คนใช้รถคันเดิมนานขึ้น และให้ความสำคัญกับการซ่อมบำรุงรถคันเก่าแทนการออกรถใหม่ป้ายแดงโดยรถกระบะเป็นกลุ่มที่นิยมเข้าฟาสต์ฟิตสูงสุดถึง 45% รองลงมาคือรถยนต์นั่งและรถ SUV โดยเน้นบริการเปลี่ยนยาง น้ำมันเครื่อง และแบตเตอรี่เป็นหลัก
แม้จะถูกมองว่า การมาของรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ที่ตลาดกำลังปรับตัวสู่การบริการรถ EV จะกลายเป็นอีกความท้าทาย แต่ Auto 1 เองก็ตั้งเป้ายกระดับเป็น EV Certified Service Shop เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต เหล่านี้คือโอกาสทางการตลาด ที่ทำให้เซ็นทรัล รีเทล เอง ต้องเร่งขยายเครือข่ายสาขา เพื่อรองรับกับการเติบโตของตลาด
แม้ตลาดนี้ จะมีผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาทำตลาดก่อนหน้า Auto 1 แต่ก็มีการมองกันว่า ยังมีพื้นที่ว่างสำหรับเจาะเข้าไป โดยเฉพาะกับการทำตลาดบนจุดแข็งของเซ็นทรัล รีเทล ที่คุณสุทธิสาร มองว่า การมีโลเกชั่นดีๆ อยู่ในมือ จะเป็นปัจจัยที่เข้ามาช่วยเพิ่มแรงส่งในการทำตลาดได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะกับการเลือกทำเลที่ตั้งเชิงยุทธ์ศาสตร์โดยเปิดร่วมกับ ไทวัสดุ ที่ปัจจุบันมีสาขาอยู่ในมือ 89 สาขา ใน 52 จังหวัดทั่วประเทศ และในปีนี้ยังมีแผนที่จะขยายสาขาของไทวัสดุเพิ่มขึ้นอีก 13 แห่ง ทำให้เข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มบ้านและรถยนต์ได้พร้อมกันในที่เดียว
ขณะเดียวกัน ยังมีการเชื่อมต่อกับระบบ The 1 ทำให้ลูกค้าสามารถสะสมและแลกคะแนนจากการใช้บริการที่ Auto1 ไปใช้ในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าอื่นๆ ในเครือได้ ซึ่งเป็นจุดดึงดูดที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นในตลาดนี้
ไม่เพียงเท่านั้น การมีจุดแข็งที่เข้ามาช่วยเพิ่มแรงส่งอีกอย่างคือ แพล็ตฟอร์มลอยัลตี้ โปรแกรม ของ The 1 ที่ปัจจุบัน มีฐานสมาชิกอยู่กว่า 24 ล้านราย กลายเป็นอีกตัวช่วยสำคัญ เพราะจากดาต้าที่มีอยู่ ทำให้รู้ว่า จะเลือกเปิดสาขาใหม่ในโลเกชั่นไหนถึงสามารถเข้าถึงเจ้าของรถได้อย่างมีประสิทธิภา ซึ่งจะเข้ามาเป็นอีกตัวช่วยในการเลือกโลเกชั่นในการเปิดสาขาให้กับ Auto 1
ส่วนอีกเรื่องที่คุณสุทธิสาร มั่นใจว่า จะเข้ามาช่วยเป็นสปริงบอร์ดในการขยายสาขาของ Auto 1 ในปีนี้ ก็คือเรื่องของมาตรฐานในการให้บริการ ตลอดจน การมีสินค้าหลากหลายแบรนด์ในร้านทำให้สามารถช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าได้
อย่างการรับมือกับเทรนด์ของรถ EV ที่กำลังมาแรงนั้น Auto 1 มีการยกระดับเป็น EV Certified Service Shop โดยเน้นบริการที่รถ EV ยังต้องใช้ เช่น ยางเฉพาะสำหรับรถ EV (ที่มีน้ำหนักมาก), ระบบเบรก, ระบบแอร์ และช่วงล่าง รวมถึงการติดตั้ง EV Charger ในสาขาที่เป็นจุดยุทธศาสตร์
ทั้งหมดทั้งปวงนั้น คือเหตุผลที่เป็นคำตอบว่า ทำไม เซ็นทรัล รีเทล ถึงเลือกที่จะวางให้ Auto 1 เป็น 1 ใน New Growth Engine ที่ช่วยขับเคลื่อนโอกาสทางธุรกิจให้กับเซ็นทรัล รีเทล ในปี 2026 นี้....