วีรชัย พัชโรภาสวงศ์ หัวหน้าฝ่ายงานขาย กลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เอไอเอส ในฐานะผู้นำ Digital Platform อันดับ 1 ของประเทศ เราเล็งเห็นเทรนด์ของการดูแลสุขภาพที่เติบโตขึ้น เราได้นำ Online Payment Platform มาสนับสนุนการให้บริการ Virtual Hospital เพื่อรองรับการชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบ ง่าย และปลอดภัย รวมทั้งสร้างช่องทางการเข้าถึงบริการดังกล่าวได้อย่างสะดวกสบาย ได้แก่ เว็บไซต์ www.ais.co.th, Twitter, Facebook Fan Page, AIS LINE Official และแอปพลิเคชั่น my AIS จึงถือว่าเป็นการ Synergy กันอย่างสมบูรณ์ ทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ได้ทุกที่ทุกเวลา”
นรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร Commercial Director, LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “สมิติเวชถือเป็นโรงพยาบาลแรกที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ LINE ด้วยการเปิดออฟฟิเชียลแอคเคาท์และเชื่อมต่อ API กับแพลตฟอร์มเราภายใต้ Business Connect นับว่าเป็นโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและสร้างสรรค์ มีการนำเอาเทคโนโลยีบนแพลตฟอร์มของ LINE ไปต่อยอดบริการที่มีอยู่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของตนเองได้อย่างยอดเยี่ยม โดย LINE เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางเพื่อเชื่อมต่อ (connect) บุคลากรทางการแพทย์จากสมิติเวชเข้ากับคนไข้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเชื่อถือได้ สำหรับความร่วมมือกับบริการ Samitivej Virtual Hospital ในครั้งนี้ LINE ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อระหว่างแพทย์และผู้ใช้บริการ แต่ในรูปแบบที่ล้ำสมัยขึ้น อำนวยความสะดวกให้ทั้งสองด้าน อย่างแรก คือการนำเอา Virtual Hospital มาเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม LINE ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว อย่างที่สองคือโซลูชั่นด้าน O2O (Online to Offline) ของ LINE อย่าง LINE MAN ก็ได้เข้ามามีส่วนร่วม อำนวยความสะดวกให้คนไข้ เป็นตัวกลางในการจัดส่งยาให้ถึงมือผู้ใช้บริการอย่างรวดเร็วและปลอดภัย”
ด้าน อรพงศ์ เทียนเงิน ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หลังจากการประกาศความร่วมมือระหว่างไทยพาณิชย์และโรงพยาบาลสมิติเวชภายใต้แนวคิด “The First Prestige Wealth & Health Experience” เมื่อปีที่ผ่านมานั้น มาในปีนี้เราได้สานต่อความร่วมมือในการพัฒนาประสบการณ์การดูแลลูกค้ารูปแบบใหม่ ผ่านบริการ “Virtual Hospital” ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) บริการ Tele consultation ด้านสุขภาพเพื่อรองรับลูกค้า SCB Wealth 2) ซื้อประกันการเดินทางพร้อมบริการ Teleconsultation ผ่านทางแอพพลิเคชั่น SCB EASY และ 3) บริการ Health & Home ตรวจเช็คสุขภาพนอกสถานที่โดยทีมพยาบาลและเจ้าหน้าที่สหสาขาวิชาชีพจากสมิติเวช สำหรับลูกค้า SCB Wealth โดยเฉพาะ ทั้งนี้ไทยพาณิชย์ยังเป็นช่องทางการชำระเงินหลักของบริการภายใต้โครงการนี้อีกด้วย”
อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แสนสิริ และสมิติเวช เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งมายาวนาน มุ่งมั่นพัฒนาบริการด้านการดูแลสุขภาพรวมถึงนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางการแพทย์มาเติมเต็มการอยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้าน ล่าสุด แสนสิริ โตคิว คอร์เปอเรชั่น ร่วมด้วย สมิติเวช พัฒนา “เวลล์เนส เรสซิเดนซ์” (Wellness Residence) โครงการคอนโดมิเนียมรูปแบบใหม่สำหรับคนรักสุขภาพที่ครบวงจรครั้งแรกในไทย โดยนำ Virtual Hospital มาให้บริการที่แรกในรูปแบบของอุปกรณ์พิเศษที่โครงการ โดยสมิติเวชจะช่วยดูแลในเรื่องของการวางโซลูชั่นโปรแกรมการดูแลสุขภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นบริการทางการแพทย์ เชิงป้องกัน ให้คำแนะนำ และตรวจสุขภาพทางไกลทั้ง บริการเจาะเลือดถึงโครงการ และบริการ Medicine Delivery ส่งยาให้กับลูกบ้าน ซึ่งลูกบ้านแสนสิริ ทุกโครงการ ยังสามารถใช้บริการ Virtual Hospital ผ่านแอพพลิเคชั่น Sansiri Home Service ได้ นอกจากนี้ ตลอดจนเป็นครั้งแรกของการฝึกอบรมจากทางสมิติเวชให้กับนิติบุคคลของโครงการที่ดูแลโดย Plus Property ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพเบื้องต้นแก่ลูกบ้าน และพร้อมรับมือสถานการณ์ด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในโครงการได้อย่างถูกต้องทันท่วงที ซึ่งถือเป็นการสร้างมิติใหม่ในวงการอสังหาริมทรัพย์”
วชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Living Solution Business บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า “เอสซีจี เปิดมิติใหม่ของการดูแลสุขภาพและผู้ที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องจากโรงพยาบาลสู่บ้าน ภายใต้ Platform ใหม่ที่เรียกว่า SCG Smart Living Platform ด้วยแนวคิด Smart Home - Smart Health ที่ช่วยเติมเต็มการให้บริการทางการแพทย์ ผ่านระบบ “DoCare Protect” ซึ่งเป็นระบบ Health and Safety Monitoring ที่ช่วยดูแลและเฝ้าระวังการใช้ชีวิตภายในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย เพื่อให้บ้านกลายเป็นสถานที่ที่ดูแลคุณและครอบครัว รวมถึงสร้างความมั่นใจและสบายใจให้กับผู้อยู่อาศัยทุกคน โดยข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ จาก Vital Sign อาทิ อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกาย และข้อมูลกิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ การนอนหลับ หรือความเสี่ยงจากการล้มในห้องน้ำ ในห้องที่ติดตั้งอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ไว้ จะถูกส่งสัญญาณเชื่อมต่อไปยัง Care Monitoring Center ของเอสซีจี ซึ่งดำเนินงานโดยพยาบาลวิชาชีพ และส่งต่อข้อมูลที่จำเป็นให้กับสมิติเวชเพื่อใช้ประกอบในการให้การดูแลรักษาโดยแพทย์ผ่านการ Tele consultation เพื่อให้บริการ Virtual Hospital เป็นไปอย่างสมบูรณ์”
จากความร่วมมือของพันธมิตรทั้งหมด ทำให้ Samitivej Virtual Hospital เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของวงการสุขภาพในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ เข้าถึงบริการได้ทุกที่โดยง่าย โดยการให้คำแนะนำทางการแพทย์นี้เป็นไปในกรอบจำกัดตามข้อมูลที่แพทย์ได้รับจากผู้รับบริการ ไม่สามารถให้บริการในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินที่ต้องการการรักษาทางการแพทย์เร่งด่วน หากหลังจากได้รับคำปรึกษาแล้วพบว่าผู้ใช้บริการมีความจำเป็นต้องมาโรงพยาบาล จะมีบริการส่งต่อผู้ป่วยมายังโรงพยาบาลในเครือ หรือโรงพยาบาลใกล้เคียง
ผู้ที่สนใจสามารถใช้บริการผ่านทางแอพพลิเคชั่น Samitivej Plus ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทั้งระบบ iOS และแอนดรอย์, www.samitivejhospitals.com, แอพพลิเคชั่นไลน์ @Samitivej และทุกช่องทางของพันธมิตรเร็วๆ นี้