ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญของการสร้างแบรนด์ การสื่อสาร และการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม “เมืองไทยประกันชีวิต” ได้เดินหน้าวางยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารและการตลาดบนโลกดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้อย่างแข็งแกร่ง และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีพลังบนโซเชียลมีเดีย
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านผลสำรวจ 2026 Thailand’s Most Admired Brand ของ BrandAge ครั้งล่าสุด โดยเมืองไทยประกันชีวิตได้รับรางวัลพิเศษ TOP Social Commerce Brand Award ในฐานะแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในช่องทางออนไลน์ทั้งด้านการตลาดและการสื่อสารสะท้อนถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมต่อผู้บริโภคบนโลกดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วม ไปจนถึงการเปลี่ยน Engagement ให้กลายเป็น Brand Loyalty ในระยะยาว
ในวาระเดียวกันกับที่เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้รับอันดับ 1 ในกลุ่มประกันชีวิตดิจิทัล (InsurTech) หมวดธนาคารและบริการทางการเงิน ในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้การยอมรับและนึกถึงมากที่สุด
Social Commerce Platform เปลี่ยน Engagement สู่การซื้อจริง
ในช่วงปี 2567-2568 เมืองไทยประกันชีวิตวางกลยุทธ์การสื่อสารด้วยการออกแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคบนโซเชียลมีเดียแต่ละแพลตฟอร์ม โดย Meta ถูกใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการสื่อสารเนื้อหาที่หลากหลาย เช่น ความรู้เรื่องประกันชีวิต และการสื่อสารแคมเปญต่างๆ ขณะที่ Instagram ใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ผ่าน Visual Narrative ที่สะท้อนความสุข การดูแลสุขภาพ และการใช้ชีวิต ส่วน TikTok คือพื้นที่สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยคอนเทนต์วิดีโอสั้นที่มีความสนุก เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงประกันชีวิตเข้ากับไลฟ์สไตล์
นอกจากนี้ ยังมี YouTube ใช้ในการเล่าเรื่องผ่านวิดีโอที่มีเนื้อหาลึกขึ้น เช่น Storytelling จากประสบการณ์จริงของผู้ใช้ประกัน และ X ถูกใช้สำหรับการสื่อสารแบบ Real-time Conversation และ Social Listening

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรับข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดียมากเป็นพิเศษ เมืองไทยประกันชีวิตจึงมีการปรับกลยุทธ์การสื่อสาร โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการประกันชีวิตสร้างรูปแบบการสื่อสารที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น พร้อมสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำ และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการทำประกันชีวิต
“ในเชิงกลยุทธ์เมืองไทยประกันชีวิตจึงให้ความสำคัญกับการเลือกใช้โซเชียลมีเดียในแพลตฟอร์มต่างๆ ให้มีความเหมาะสมกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อให้การสื่อสารเข้าถึงได้อย่างตรงกลุ่ม”
จากการใช้แพลตฟอร์มอย่างเหมาะสมส่งผลให้เมืองไทยประกันชีวิตสามารถสร้าง Share of Voice และ Brand Engagement บนโลกโซเชียลมีเดียได้อย่างโดดเด่น ผลลัพธ์คือการได้รับรางวัล Best Brand Performance on Social Media แบรนด์ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย สาขากลุ่มธุรกิจประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) เป็นปีที่ 6 จาก Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในมิติการสื่อสารบนโลกดิจิทัล

อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยต่อยอดพลังการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของเมืองไทยประกันชีวิต คือการพัฒนา Digital Insurance Ecosystem ที่เชื่อมต่อจากการรับรู้ไปสู่การตัดสินใจซื้อจริงโดยการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล หลายรูปแบบเพื่อรองรับ Customer Journey ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ซื้อประกันออนไลน์ของบริษัท แอปพลิเคชัน MTL Click ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมบริการด้านประกันแบบครบวงจร
ขณะเดียวกัน เมืองไทยประกันชีวิตยังพัฒนาแพลตฟอร์ม InsurTech Marketplace อย่าง “gettgo” เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อประกันได้ด้วยตัวเองบนโลกออนไลน์ ซึ่งบทบาทของ gettgo ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางขาย แต่ทำหน้าที่เป็น Conversion Platform ที่เชื่อมต่อการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียไปสู่การตัดสินใจซื้อจริง
โมเดลนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจประกันชีวิตในยุคดิจิทัลที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องผลิตภัณฑ์แต่แข่งขันกันในมิติของแพลตฟอร์ม ประสบการณ์ผู้ใช้งาน และความสะดวกในการเข้าถึงบริการของลูกค้า
คอนเทนต์+พรีเซ็นเตอร์ เครื่องมือสร้าง Engagement
เมืองไทยประกันชีวิตยังให้ความสำคัญกับการสร้างแคมเปญการตลาดที่สามารถเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เช่น แคมเปญ ShieldLife สื่อสารผ่านแนวคิด A True Story: ShieldLife นำเสนอเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้คนในหลากหลายบทบาท เช่น เจ้าของธุรกิจ หรือเสาหลักของครอบครัวสร้าง Emotional Connection ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ทำให้ประกันชีวิตกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและใกล้ตัวมากขึ้น หรือแคมเปญ D Health Plus ที่มี“บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” และ “พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร” เป็นพรีเซ็นเตอร์ (2567-2568) สะท้อนภาพของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องการความอุ่นใจด้านสุขภาพไปพร้อมกัน
รวมถึงการเลือกใช้ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เป็นพรีเซ็นเตอร์หลักของแบรนด์ (2568-2569) สะท้อนภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความอบอุ่น ความจริงใจ และความน่าเชื่อถือ ช่วยทำให้เรื่องของประกันชีวิตที่อาจดูซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น และช่วยเสริมพลังให้แคมเปญการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียสามารถสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของตลาดประกันในยุคดิจิทัล
นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตยังได้ทำ Content Marketing ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในฐานะแบรนด์ผู้ให้ความรู้ ตัวอย่าง เช่น การจัดทำโครงการ RakLearn เพื่อให้ความรู้ด้านการเงิน การลงทุน และการประกันชีวิต ผ่านคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียในรูปแบบวิดีโอสั้นและอินโฟกราฟิก ความสำเร็จของโครงการนี้ทำให้เมืองไทยประกันชีวิตได้รับ 4 รางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในปี 2568 ได้แก่ รางวัลขวัญใจมหาชน รางวัลการสร้างองค์ความรู้อย่างยั่งยืน รางวัลความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม และรางวัลเกียรติยศสูงสุด “ผู้สร้างพลังความรู้ทางการเงินและการลงทุน” เป็นรางวัลที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเมืองไทยประกันชีวิตในฐานะ “ผู้ให้ความรู้ด้านการเงิน” มากกว่าการเป็นเพียงผู้ขายผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม การประกาศปรับโฉม “เมืองไทยสไมล์คลับ” ครั้งใหญ่ยังเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค ผ่านการยกระดับ Loyalty Program ไปสู่ Lifestyle & Engagement Platform เพื่อเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของลูกค้าในหลายมิติตั้งแต่การสะสม Smile Point เพื่อแลกรับ
สิทธิประโยชน์ หรือ Fit Point ที่เชื่อมโยงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเพื่อได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกัน เป็นแนวคิดที่ตอกย้ำบทบาทของธุรกิจประกันชีวิตจากผู้จ่ายสินไหมทดแทน ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้มากขึ้น
คุณสาระ กล่าวถึงการปรับโฉม “เมืองไทยสไมล์คลับ” ครั้งนี้ เป็นการยกระดับประสบการณ์ความสุขและรอยยิ้มของสมาชิกให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมก้าวจากการเป็น Loyalty Program สู่การเป็น “Behavior Platform” อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Happiness Starts with Smile” ตอกย้ำจุดยืนการเป็นมากกว่าบริษัทประกันชีวิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของลูกค้าในทุกมิติ
“ประกันชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของการคุ้มครองในยามฉุกเฉิน เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้า เมืองไทยสไมล์คลับโฉมใหม่จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสุขภาพที่ดีและมีความสุขได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงและการเงินที่มั่นคงภายใต้การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงทุกมิติอย่างรอบด้าน”
ในท้ายที่สุด ภาพรวมความสำเร็จของเมืองไทยประกันชีวิตบนโลกออนไลน์ไม่ได้เกิดจากกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่ Content Strategy, Campaign Marketing, Influencer Collaboration ไปจนถึง Community Platform อย่างเมืองไทยสไมล์คลับ
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ Brand Engagement ที่ต่อยอดไปสู่ Brand Loyalty และ Brand Love ในระยะยาวเป็นเหตุผลที่ “เมืองไทยประกันชีวิต” สามารถก้าวขึ้นเป็น TOP Social Commerce Brand ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโลกการตลาดยุคใหม่ แบรนด์ที่แข็งแรงที่สุดอาจไม่ใช่แบรนด์ที่พูดถึงตัวเองมากที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสื่อสารที่มีคุณค่า จริงใจ และสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกช่วงเวลา