อเล็กซานเดอร์ วอน วัลเดนเบิร์ก เดรซิล ผู้อำนวยการส่วนงานต่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน และอินเดีย บริษัท AUDI AG เผยว่า จากความสำเร็จของ Audi e-tron ด้วยยอดจองกว่า 20,000 คันทั่วโลก หลังเปิดตัวที่สหรัฐอเมริกา ยังก้าวไปอีกขั้นเพื่อนำ Audi e-tron พิสูจน์ถึงความยอดเยี่ยมของสมรรถนะ ไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม และมีแนวโน้มการเติบโตสูง
“มั่นใจว่า การเปิดตัว Audi e-tron ยนตกรรมเอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100 % ในประเทศไทยในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยนำความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมาสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนที่สู่สังคมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ขอขอบคุณไปยังรัฐบาลไทย ที่มีนโยบายและมาตรการส่งเสริมให้มีการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอย่างชัดเจน
Audi e-tron เป็นยนตรกรรมเอสยูวีพรีเมียม 5 ที่นั่ง โดยรุ่นที่นำมาเปิดตัว คือ Audi e-tron 55 quattro โดยมีราคา 5,099,000 บาท มาพร้อมระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Audi โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้ง 2 ตำแหน่งที่ด้านหน้าและด้านหลังซึ่งส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ทำให้เกิดการตอบสนองที่ฉับไวในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นการออกตัว หรือว่าการเร่งแซงที่ทำได้รวดเร็วทันใจ โดยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 266 กิโลวัตต์ หรือ 360 แรงม้า และเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า ในบูสต์โหมดแรงบิดสูงสุด 561 นิวตันเมตร และเพิ่มขึ้นเป็น 664 นิวตันเมตร ในบูสต์โหมด ทำให้มั่นใจในสมรรถนะที่จะตอบสนองการใช้งาน และเติมอารมณ์สปอร์ตได้อย่างเต็มที่ ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 6.6 วินาที และ 5.7 วินาทีในบูสต์โหมด และทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กม./ชม. นอกจากเรื่องของสมรรถนะแล้ว จุดเด่นของ e-tron ก็คือ ความสามารถในการใช้งาน โดยการชาร์จไฟ 1 ครั้ง เดินทางได้ถึง 417 กม. จากการทดสอบโดยใช้มาตรฐาน WLTP ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีการออกแบบที่เยี่ยมยอดทำให้ชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรีได้รวดเร็วเมื่อรถชะลอความเร็วหรือเบรก ยังคงความหรูหรา สะดวกสบายในการใช้งาน ทั้งความกว้างขวางของห้องโดยสาร ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย จากการออกแบบพื้นที่จัดวางแบตเตอรี ไม่ให้รบกวนห้องโดยสาร และพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลัง ซึ่งมีความจุถึง 660 ลิตร
Audi e-tron 55 quattro เป็นรถยนต์นำเข้าและผลิตจากโรงงานของอาวดี้ในเมือง บรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุด มีแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในโรงงานเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคด้วย และโรงงานผลิตรถยนต์แห่งนี้ ยังเป็นโรงงานผลิตรถยนต์พรีเมียมแห่งแรก ที่ได้รับการรับรองให้เป็นโรงงานคาร์บอนนิวทรัล ขณะเดียวกันอาวดี้มุ่งให้โรงงานแห่งนี้ เป็นโรงงานที่มีคาร์บอนเป็นศูนย์ด้วย