ในด้านการแข่งขันของตลาดภาพยนตร์ในไทย “ตลาดภาพยนตร์เมืองไทยของเราดรอปมา 3 ปีแล้ว ทำให้เม็ดเงินในตลาดไม่ได้สูงมากเพราะถูกชะลอจากการกระจายสาขาโรงหนัง คนดูลดลงจากการเข้ามาของออนไลน์ รวมถึงระบบการเล่นของตลาดภาพยนตร์ที่จะอยู่แค่ กรุงเทพฯและเชียงใหม่ เป็นหลัก ทำให้เกิดการกระจุกตัวของสาขาโรงหนัง แต่โอกาสที่จะทำให้ตลาดภาพยนตร์ไทยสู้กับต่างประเทศได้คือ การขยายสาขาโรงหนังให้ครอบคลุมไปถึงต่างจังหวัด ส่วนในด้านคอนเทนต์ของหนังไทย ต้องสู้ ด้วยสตอรี่ ที่แปลกใหม่ มีความหลากหลายและมีคุณภาพมากขึ้น”
“อย่างไรก็ตามโซนี่พิคเจอรส์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ตั้งเป้าหมายยอดจัดจำหน่ายบ๊อกซ์ออฟฟิศทั่วประเทศตลอดทั้งปีไว้ที่ 800 ล้านบาท จากภาพยนตร์จำนวนทั้งสิ้น 19 เรื่อง ซึ่งหากทำได้ตามเป้าก็จะถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ให้กับค่ายหนังน้องใหม่กับสถิติรายได้บ๊อกซ์ออฟฟิศประจำปีสูงสุดตลอดกาลใหม่ของ โซนี่ พิคเจอรส์ ที่เปิดดำเนินกิจการมาในประเทศไทย” คุณรชต กล่าวทิ้งท้าย
ต้องยอมรับว่ายุคดิจิตอล คือยุคที่ทุกอย่างเข้ามาอยู่บนจอสมาร์ทโฟนเกือบจะทั้งหมด ทำให้ผู้เล่นตลาดหนังก็ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ทางออกของ โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คือการมองเห็นศักยภาพของหนังนอกกระแสที่สามารถเติบโตได้มากกว่านี้ และการแยกบริษัทออกมาเป็นเอกเทศน์ ก็เพื่อให้บริหารและจัดการได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถโฟกัสแนวทางการดำเนินธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น สุดท้ายแล้วทุกธุรกิจเมื่อเจอปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยก็ตาม เราต่างก็ต้องหาทางออก และต้องมองให้ออกว่าอะไรคือ “โอกาส” ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ต่อไป..