นอกจากนี้ วนชัย กรุ๊ป ยังมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี 4 กลยุทธ์หลัก คือ 1. การบริหารวัตถุดิบไม้แบบครบทั้งสวนทั้งต้น 2. การพัฒนาสินค้าใหม่ แผ่นไม้ OSB และ แผ่นวีเนียร์ 3. การทำธุรกิจพลังงานทดแทน ได้แก่ โรงไฟฟ้าชีวมวลและโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) และ 4. การทำธุรกิจด้านโลจิสติกส์
การบริหารวัตถุดิบไม้ยางพาราแบบครบทั้งต้นครบทั้งสวนนั้น จะทำให้บริษัทลดต้นทุนไม้ได้มากไม่ต้องพึ่ง พาเศษไม้จากอุตสาหกรรมโรงเลื่อยซึ่งจะมีปริมาณไม่สม่ำเสมอ ปัจจุบันสวนยางพาราที่มีไม้อายุเกินการกรีดยางได้แล้ว ยังไม่ถูกโค่นมีจำนวนมาก การใช้ไม้ของบริษัทฯ นั้น ส่วนกิ่งก้านหรือไม้ฟืนนั้นจะนำไปผลิตแผ่น MDF และแผ่น OSB ส่วนตรงกลางลำต้น หรือ ไม้ท่อนจะนำมาปอกเป็นแผ่นวีเนียร์ เศษจากการปอกวีเนียร์ก็จะนำไปทำปาร์ติเกิ้ลบอร์ด (Particleboard) และรากไม้ก็จะนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล
“วนชัย กรุ๊ป” จะเป็นผู้นำแห่งแรกในการพัฒนาสินค้าใหม่ แผ่น OSB และ แผ่นวีเนียร์ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในประเทศไทยทำให้สามารถใช้ไม้ยางพาราได้ทั้งสวนทั้งต้น สินค้าใหม่สองตัวยังมีราคาขายที่สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าแผ่นไม้ทดแทนธรรมชาติ Wood-based Panel โรงงาน OSB แห่งใหม่ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี มีมูลค่าการลงทุน 2,300 ล้านบาท จะก่อสร้างเสร็จภายในปีนี้
วรรธนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ โดยวัตถุดิบก็คือเศษเปลือกไม้ที่เหลือจากการผลิตในโรงงาน และรากไม้ที่เหลือจากโค่นไม้ยางพาราที่หมดอายุ และ จะดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่จังหวัดชลบุรี และ จังหวัดสระบุรีด้วย นอกจากนี้ ยังได้เริ่มใช้พลังงานไฟฟ้าโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) ที่โรงงานสระบุรีแล้วในปีนี้ มีกำลังการผลิต 3.5 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมากเช่นกัน และ จะดำเนินโครงการโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) ที่โรงงานชลบุรี และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อไปด้วย