รายละเอียดนวัตกรรมที่บูธกรุงศรี ในงาน Bangkok FinTech Fair 2019 ประกอบด้วย
1. e-KYC: กรุงศรีนำเทคโนโลยีเปรียบเทียบใบหน้า หรือ Facial Recognition e-KYC มาใช้ในการให้บริการเปิดบัญชีเงินฝากที่สาขาของธนาคารกว่า 600 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ลดความเสี่ยงการปลอมแปลง หรือความผิดพลาดในการพิสูจน์ตัวตนลูกค้า ป้องกันมิจฉาชีพสวมรอยเปิดบัญชีและทำธุรกรรม ขณะที่ลูกค้าจะได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเปิดบัญชี โดยภายในงาน ผู้สนใจสามารถทดสอบการยืนยันตัวตนโดยเปรียบเทียบใบหน้า หรือเปิดบัญชีออมทรัพย์ด้วยเทคโนโลยีเปรียบเทียบใบหน้าได้
2. e-Savings: ธนาคารได้พัฒนาและต่อยอดนวัตกรรม e-KYC โดยให้ลูกค้าเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเปิดบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Saving) ซึ่งภายในงานจะแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีและกระบวนการเปิดบัญชีผ่าน KMA โมบายแอปพลิเคชันได้ เพียงถ่ายภาพบัตรประจำตัวประชาชนหรือพาสปอร์ตถ่ายเซลฟี่ ได้โดยไม่ต้องไปทำการยืนยันตัวตน หรือ เซ็นชื่อที่สาขา ทำให้การเปิดบัญชีเป็นเรื่องง่าย สะดวกมากขึ้น
3. Thai QR Cross-border: กรุงศรีขับเคลื่อนความก้าวหน้าของแพลตฟอร์มการชำระเงินด้วย QR Code โดยใช้ประโยชน์จากการเป็นพันธ มิตรเชิงกลยุทธ์ของ MUFG นำ Thai QR Code ไปใช้ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยร้านทาเคยะ (Takeya) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ตึกม่วง ย่านอุเอโนะ (Ueno) จะเป็นแหล่งช้อปปิ้งแรกที่คนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นจะได้รับความสะดวกมากขึ้นในการช้อปปิ้งด้วยการชำระค่าสินค้าง่ายๆ เพียงสแกน QR code ผ่าน KMA หรือโมบายแอปพลิเคชันของธนาคารที่ร่วมโครงการ QR Cross-border* เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นโดยไม่ต้องพกพาเงินสดจำนวนมาก อีกทั้งถูกกว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate) ที่ดีกว่าการแลกเงินสดและการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต พร้อมทราบยอดที่ต้องชำระในสกุลเงินบาททันที ณ จุดชำระเงินอีกด้วย โดยภายในงานจะมีผลิตภัณฑ์ KitKat Banana Japan Limited Edition (จำนวนจำกัด) มาให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองช้อปและจ่ายผ่าน Thai QR Cross-border ในราคา 10 เยน/แพ็ก
* ธนาคารที่ร่วมโครงการมีจำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา