2.เรื่องของ New Product ที่มีการเติมเข้าไปในสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการมีเครือข่ายสาขาในหลายประเทศของเอเชีย ทำให้วัตสันสามารถหาสินค้าที่ดีอยู่ในเทรนด์ และตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็น Best Practice ที่ถูกนำมาใช้ในไทย และช่วยเพิ่มแต้มต่อได้เป็นอย่างดี
กลยุทธ์ในเรื่องของ New Product นี้ ยังรวมถึงสินค้าที่เป็น Exclusive ที่วางขายเฉพาะในร้านวัตสัน และตัวสินค้า Private หรือ Own Brand ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งผู้บริหารของวัตสันยืนยันว่า เรื่องของตัวสินค้าที่นำเสนอในร้านนั้น เป็นตัวช่วยสร้าง Store Loyalty ได้เป็นอย่างดี และรับกับการแข่งขันที่ต้องมีการสร้างความแตกต่างผ่านสินค้าที่นำเสนอในร้านด้วย โดยสินค้าที่จำหน่ายในวัตสัน มี 4 กลุ่มหลักที่ขายดี คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Skincare, Cosmetic, Personal Care, Health & Wellness
3.จำนวนสาขาที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า รวมถึงการมีฟอร์แมตของสโตร์ที่ครอบคลุมทั้งสาขาในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไฮเปอร์มาร์เก็ต คอมมูนิตี้ มอลล์ ในอาคารสำนักงาน และสาขาที่เป็นสแตนอะโลนในย่านชุมชน เมื่อรวมกับการพัฒนาช่องทางขายผ่านออนไลน์ ทำให้สามารถมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีให้กับผู้บริโภค
4. ความคุ้มค่า คุ้มราคา ซึ่งวัตสันเองมีการทำให้สามารถจับต้องได้มากขึ้น ด้วยโปรโมชั่นที่ถือเป็นซิกเนเจอร์อย่างซื้อชิ้นที่ 2 ราคา 1 บาท
5.กลยุทธ์ในเรื่องของเมมเบอร์ ที่ปัจจุบันวัตสันมีฐานสมาชิกอยู่ราว 3.5 ล้านราย เกือบทั้งหมดจะเป็นเมมเบอร์ที่มี Active จากความคุ้มค่า คุ้มราคาที่วัตสันนำเสนอให้มากกว่า ซึ่งฐานเมมเบอร์นี้ถูกต่อยอดมาสู่การทำในเรื่องบิ๊กดาต้า ที่จะเข้ามาช่วยทำให้เข้าใจความต้องการ และไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของลูกค้ามากขึ้น
6.การสื่อสารการตลาดที่ทันสมัย และตรงกับความต้องการของลูกค้า
ทั้ง 6 กลยุทธ์ จะถูกร้อยเรียงเข้ามาเป็นตัวหนุนส่งให้วัตสันยังคงครองความเป็นผู้นำในตลาดค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม