คาดการณ์ว่า ระหว่างปี 1980 – 2050 (พ.ศ. 2523 – 2593) จำนวนผู้สูงวัยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว โดยในปี 2050 (พ.ศ. 2593) โลกจะมีจำนวนผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กว่า 2.1 พันล้านคน ส่งผลให้ในอีกราว 30 ปีต่อจากนี้จะเป็นครั้งแรกที่โลกมีจำนวนคนแก่มากกว่าคนหนุ่มสาว โดย 1 ใน 5 ของประชากรโลกในปี 2050 (พ.ศ. 2593) จะเป็นผู้สูงวัย ซึ่งสถิติดังกล่าวได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้สูงอายุจะครองเมืองในทุกพื้นที่ของโลก
จากการขยายตัวของกลุ่มคนสูงอายุอย่างกว้างขวางทั่วโลก จนเป็นที่แน่ชัดว่าเจนเนอเรชั่นทรงอิทธิพลจะมีการเปลี่ยนขั้ว จากกลุ่มมิลเลนเนียลส์ Millennial ที่เป็นความเชื่อเดิมๆ มาเป็น กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่คุมอำนาจทางการเงินและการเมือง เป็นกลุ่มที่มีเงินเหลือเพื่อการใช้จ่าย (Disposable Incomes) มากกว่าคนทุกกลุ่ม กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก สู่ เศรษฐกิจสูงวัย หรือ Silver Economy และ เศรษฐกิจอายุวัฒน์ (Longevity Economy) ผลักดันให้กลายเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตาและศึกษาแนวโน้มกันอย่างกว้างขวาง
สำหรับในประเทศไทย -- ข้อมูลจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ได้ระบุว่า หลังจากที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing society) ตั้งแต่ปี 2543ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในอัตราร้อยละ 10และคาดว่าจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) ในปี 2564 ซึ่งจำนวนประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20%จากนั้นในปี 2578 ก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด (Super Aged Society) โดยมีประชากรสูงอายุถึง 30%ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโดยรวมของประเทศในหลายด้าน ทำให้หลายฝ่ายต้องเริ่มตระหนักและหันมาให้ความสำคัญกับการเตรียมการรองรับไว้ล่วง หน้าเช่นเดียวกับความกังวลของนานาประเทศในขณะนี้
มารู้จัก ผู้สูงวัยชาวโลกและ ผู้สูงอายุคนไทย ในรายงานวิจัยชุดพิเศษ .”Getting Older – Our Aging World” จากอิปซอสส์ ชี้ให้เห็นว่าการที่เราไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงความรู้สึกนึกคิด และ ความต้องการกลุ่มผู้สูงอายุ จะทำให้เราประเมินสถานการณ์และวางแผนการต่างๆ ไม่ถูกทิศทาง
มารู้จัก ผู้สูงวัยชาวโลกและ ผู้สูงอายุคนไทย กับการจับโอกาสมหาศาล ลดความเสี่ยง เริ่มจากการสร้างมุมมองใหม่ ออกจากปัญหาและการติดกับความเชื่อและภาพจำเดิมๆ เช่น การกำหนดผู้สูงวัยจาก ‘ตัวเลขอายุ’และภาพจำเดิมๆ ที่ว่าผู้สูงวัยไม่สนใจเทคโนโลยี ไม่ชอบเรียนรู้ และ ไม่ชอบสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่นักการตลาด กว่า 79% ยังใช้ ‘อายุ’ เป็นตัวชี้วัดในการกำหนดตัวตนของผู้สูงวัยแทนที่จะศึกษาจากความชอบ ไลฟ์สไตล์ หรือความต้องการที่แท้จริง ความเข้าใจผิดเหล่านี้ ทำให้เราไม่รู้จักผู้สูงอายุได้อย่างแท้จริง ไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงความรู้สึกนึกคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุ ทำให้เราประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและวางแผนต่างๆ ไม่ถูกทิศทาง
สำหรับประเทศไทย กว่า 75% ของผู้สูงวัยคนไทยมีความสนใจและต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และกว่า 1.2 ล้านของผู้สูงวัยชาวไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี เข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ต ดังนั้นความเชื่อที่ว่าผู้สูงวัยไม่ยอมปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องอีกต่อไป
ความชอบ ความต้องการ พฤติกรรม และ ไลฟ์สไตล์ ของผู้สูงอายุทั้งที่เป็นภาพรวมของโลกและกลุ่มผู้สูงวัยชาวไทย ต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเช่นเดียวกับ เจนเนอเรชั่นกลุ่มอื่นๆ
จากความเชื่อเดิมๆ ที่ฝังใจกันทั่วไปว่า ผู้สูงอายุไม่สนใจเรื่องเทคโนโลยีและการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นวิวัฒนาการของโลกนั้น อาจต้องมีการทบทวนใหม่ เพียงแต่ผู้สูงอายุอาจจะมีข้อจำกัดบ้างในบางจุดเพื่อการปรับตัวให้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจต้องใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ อีกทั้ง อาจต้องใช้ความพยายามมากกว่าในการเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้น
โดยข้อมูลวิจัยชุดพิเศษ “Getting Older-Our Aging World” จะบอกให้ทราบถึง ความวิตกกังวลและความต้องการลึกๆ ที่อยู่ในใจของกลุ่มผู้สูงอายุทั้งที่เป็นภาพรวมตัวแทนผู้สูงวัยของโลก และเจาะลึกถึงคุณลักษณะผู้สูงอายุชาวไทย ในแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านความชอบ ไลฟ์สไตล์ พฤติกรรม ความต้องการ ตลอดจน ข้อมูลในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกวงการ